รายงานวิเคราะห์
บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ สถิติ และแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานคร
บทวิเคราะห์โครงสร้างเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร
ในสาขาการผลิตที่มีมูลค่าสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (GPP) กรุงเทพมหานครสูงสุด ๙ ลำดับแรก ได้แก่ สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์, สาขาการเงิน และการประกันภัย, สาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร, สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม, สาขาบริหารราชการ การป้องกันประเทศฯ, สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร, สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า, สาขากิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ, สาขากิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 22.97, 13.26, 12.52, 9.51, 8.19, 6.89, 6.65, 4.55 และ 3.09 ตามลำดับ
ในปี 2562 ระดับเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครมีมูลค่าสูงโดยกระจาย
อยู่ใน 8 สาขาหลัก คือ สาขาการขายส่ง การขายปลีกฯ, สาขาการเงินและ
ประกันภัย, สาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร, สาขาการผลิตสินค้า
อุตสาหกรรม, สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร, สาขาการขนส่ง
และสถานที่เก็บสินค้า, สาขาการบริหารราชการ การป้องกันประเทศฯ
และสาขากิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.32 , 11.69 , 11.59 , 9.92 , 9.51 , 7.76 ,
7.41 และ 4.46 ตามลำดับ
ในปี 2561 ระดับเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครมีมูลค่าสูงโดยกระจาย
อยู่ใน 8 สาขาหลัก คือ สาขาการขายส่ง การขายปลีกฯ, สาขาการเงินและ
ประกันภัย, สาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร, สาขาการผลิตสินค้า
อุตสาหกรรม, สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร, สาขาการขนส่ง
และสถานที่เก็บสินค้า, สาขาการบริหารราชการ การป้องกันประเทศฯ
และสาขากิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.04, 12.06, 10.86, 10.33, 9.10, 7.93, 7.61
และ 4.23 ตามลำดับ
ในปี 2560 ระดับเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครมีมูลค่าสูงโดยกระจาย
อยู่ใน 7 สาขาหลัก คือ สาขาการขายส่ง การขายปลีกฯ, สาขาการเงินและ
ประกันภัย, สาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร, สาขาการผลิตอุตสาหกรรม,
สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.57,
12.00, 11.04, 10.60 และ 8.93 ตามลำดับ
สถิติภาพรวมข้อมูลโครงสร้างเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครซึ่งจะพบว่าในปี 2565 ระดับเศรษฐกิจกรุงเทพมหานครมีมูลค่าสูงขึ้นจากปี 2564 โดยภาพรวมในปีดังกล่าวมียอดมูลค่าสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,894,585 ล้านบาท โดยมีกิจกรรมการผลิตที่กระจายอยู่ใน 9 สาขาหลัก คือ สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ , สาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร , สาขาการเงินและการประกันภัย , สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม , สาขาการบริหารราชการ การป้องกันประเทศฯ , สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร , สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า , สาขากิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ , สาขากิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 23.37, 13.70 , 13.52 , 9.62 , 7.85 , 7.34 , 6.58 , 4.09 และ 2.75 ตามลำดับ
ในปี 2564 สาขาการผลิตหลักของภาคเศรษฐกิจกรุงเทพมหานครนั้น
มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายสาขาโดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ
10.65 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2563 ที่ผ่านมา โดยที่สาขาการผลิตหลัก
ทั้ง 8 สาขา พบว่ามีสัดส่วนการผลิตรวมกันคิดเป็นมูลค่าเท่ากับร้อยละ
85.21 ของโครงสร้างภาคเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครโดยภาพรวม
บทวิเคราะห์สถิติทะเบียนพาณิชย์
บทวิเคราะห์สถิติข้อมูลการรับจดทะเบียนพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565
บทวิเคราะห์สถิติข้อมูลการรับจดทะเบียนพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
บทวิเคราะห์สถิติข้อมูลการรับจดทะเบียนพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
รายงานผลการดำเนินงานภารกิจถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาล
และวิเคราะห์สถิติข้อมูลการรับจดทะเบียนพาณิชย์ของ
กรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
รายงานผลการดำเนินงานภารกิจถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาล
และวิเคราะห์สถิติข้อมูลการรับจดทะเบียนพาณิชย์ของ
กรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
การจดทะเบียนพาณิชย์ ในปี พ.ศ. 2560 (1 ม.ค.– 31 ธ.ค. 2560)
โดยรวมมีปริมาณ 23,077 ราย แนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบ
กับปี พ.ศ. 2559
บทวิเคราะห์แนวโน้มทะเบียนพาณิชย์
สรุปภาพรวมยอดสถิติของจำนวนประชาชนผู้มาขอใช้บริการโดยยื่นคำร้องขอจดทะเบียนพาณิชย์ของกรุงเทพมหานครในรอบผลการดำเนินงานตามภารกิจถ่ายโอนดังกล่าว ประจำปี พ.ศ. 2567 ในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งผลปรากฏว่ามีผู้มาขอรับบริการจดทะเบียนพาณิชย์ รวมทั้งสิ้นจำนวน 16,454 ราย ซึ่งสามารถจำแนกรายละเอียด โดยแยกตามกลุ่มผู้มาขอจดทะเบียนและประเภทคำขอจดทะเบียน
สรุปภาพรวมยอดสถิติของจำนวนประชาชนผู้มาขอใช้บริการโดยยื่นคำร้องขอจดทะเบียนพาณิชย์ของกรุงเทพมหานครในรอบผลการดำเนินงานตามภารกิจถ่ายโอนดังกล่าว ประจำปี พ.ศ. 2566 ในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2566 ซึ่งผลปรากฏว่ามีผู้มาขอรับบริการจดทะเบียนพาณิชย์ รวมทั้งสิ้นจำนวน 17,073 ราย
การพยากรณ์สถิติในส่วนประเภทคำขอจดทะเบียน (จดจัดตั้ง) ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาของการดำเนินงานตามภารกิจประจำปี พ.ศ. 2566 คาดการณ์ว่ากรุงเทพมหานครจะมียอดของจำนวนผู้ที่มายื่นขอจดทะเบียนพาณิชย์ (จัดตั้ง) รวมทั้งสิ้นจำนวน 12,088 ราย ทั้งนี้ โดยที่มียอดแนวโน้มสถิติของผู้ที่มาขอจดทะเบียนในจำนวนที่เพิ่มขึ้น จำนวน 8 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 0.99 เมื่อเปรียบเทียบกับยอดจำนวนสถิติคำขอจดทะเบียน (จัดตั้งจริง) ในปี พ.ศ. 2565
การพยากรณ์สถิติในส่วนประเภทคำขอจดทะเบียน (จดจัดตั้ง) ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาของการดำเนินงานตามภารกิจประจำปี พ.ศ. 2565 คาดการณ์ว่ากรุงเทพมหานครจะมียอดของจำนวนผู้ที่มายื่นขอจดทะเบียนพาณิชย์ (จัดตั้ง) รวมทั้งสิ้นจำนวน 12,161 ราย ทั้งนี้ โดยที่มียอดแนวโน้มสถิติของผู้ที่มาขอจดทะเบียนในจำนวนที่เพิ่มขึ้น จำนวน 68 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 0.56 เมื่อเปรียบเทียบกับยอดจำนวนสถิติคำขอจดทะเบียน (จัดตั้งจริง) ในปี พ.ศ. 2564
ประมาณการแนวโน้มสถิติในการรับจดทะเบียนพาณิชย์ของสำนักงานทะเบียนพาณิชย์กรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นการแสดงสถิติข้อมูลเปรียบเทียบยอดจำนวนการดำเนินการรับจดทะเบียนพาณิชย์ของกรุงเทพมหานครสำหรับประเภทคำขอ (จดจัดตั้ง) ระหว่างปี พ.ศ. 2559 - 2563 โดยวิเคราะห์ได้ว่าในช่วงที่ศึกษากรุงเทพมหานคร มียอดจำนวนสถิติการให้บริการเพื่อรับจดทะเบียนพาณิชย์ (จัดตั้ง) สูงที่สุดอยู่ในช่วงของรอบผลการดำเนินงาน ปี พ.ศ. 2560 ซึ่งมียอดสถิติการรับจดทะเบียนในระดับจำนวน 14,092 ราย จากนั้นแนวโน้มของเส้นกราฟจึงค่อยๆ ลดระดับลงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.65 ต่อปี
ในปี พ.ศ. 2563 คาดการณ์กรุงเทพมหานครจะมียอดของจำนวนผู้ที่มาขอยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ (จดจัดตั้ง) ทั้งสิ้น 13,029 ราย ซึ่งมียอดแนวโน้มสถิติของผู้ที่มาขอจดทะเบียนในจำนวนที่เพิ่มขึ้น 40 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 0.31 เมื่อเปรียบเทียบกับยอดสถิติจำนวนคำขอจดทะเบียน (จัดตั้งจริง) ในปี พ.ศ. 2562
บทวิเคราะห์ทางด้านเศรษกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานคร
ข้อมูลสถิติด้านเศรษฐกิจ เป็นข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ใช้สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลทางเศรษฐกิจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในที่นี้จะกล่าวถึงทั้งอุตสาหกรรมการผลิต การส่งออกสินค้า ธุรกิจการค้าและบริการ การท่องเที่ยว การขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงการบริการเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นรายได้ของประชากรในพื้นที่
ยังไม่มีเนื้อหา
ข้อมูลสถิติด้านสังคม เป็นข้อมูลที่ใช้สะท้อนภาพรวมสังคมของกรุงเทพมหานคร ซึ่งในที่นี้จะนำเสนอทั้งหมด 6 สาขา คือ สาขาประชากรและเคหะ แรงงาน การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการสังคม และหญิงชาย
บทวิเคราะห์รายได้ - รายจ่าย ของกรุงเทพมหานคร
หนี้ภาษีอากร : ที่กรุงเทพมหานครไม่อาจมองข้าม
สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการบริหารงานการคลังของกรุงเทพมหานคร
คือ การบริหารจัดเก็บภาษีที่กฎหมายให้อำนาจกรุงเทพมหานครในการ
บริหารจัดเก็บเอง ซึ่งภาษีที่กรุงเทพมหานครมีอำนาจในการบริหาร
จัดเก็บเอง
และภาษีป้าย โดยใน
ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง
กรุงเทพมหานคร
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 1,749.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
จากช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2562 จำนวน 55.54 ล้านบาทหรือ
ร้อยละ 3.28 แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประมาณการที่ตั้งไว้ สัดส่วนของรายได้
ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา คือ
ร้อยละ 8.53 และร้อยละ 8.47 ตามลำดับ
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2562 สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 3,935.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
จากช่วงไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2561 จำนวน 43.08 ล้านบาทหรือ
ร้อยละ 1.11 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย
ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับและค่าบริการ และรายได้จากทรัพย์สิน
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2563 สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 1,589.52 ล้านบาท ลดลง
จากช่วงไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2562 จำนวน 3,687.68 ล้านบาทหรือ
ร้อยละ 69.88 แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประมาณการที่ตั้งไว้ สัดส่วนของรายได้
ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองค่อนข้างต่ำกว่าไตรมาสสองของปีที่ผ่านมา คือ
ร้อยละ 7.75 และร้อยละ 26.39
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2562 สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 5,277.19 ล้านบาท ลดลง
จากช่วงไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2561 จำนวน 881.81 ล้านบาทหรือ
ร้อยละ 14.32 สาเหตุที่ลดลงจำนวนมากมาจากมีการนำส่งคืนเงินโครงการ
อาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2562 สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 1,693.57 ล้านบาท ลดลง
จากช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 จำนวน 122.42 ล้านบาทหรือ
ร้อยละ 6.74 แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประมาณการที่ตั้งไว้สัดส่วนของรายได้
ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองเท่ากับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา คือ ร้อยละ
8.47
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในปีงบประมาณ 2563
สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 7,830.04 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ
ที่ตั้งไว้คิดเป็น 12,669.96 ล้านบาท หรือร้อยละ 61.81 และจัดเก็บได้ลดลง
จากปีงบประมาณ 2562 จำนวน 11,948.34 ล้านบาท หรือร้อยละ 60.41
ซึ่งรายได้ที่ลดลงจากประมาณการและจากปีที่ผ่านมานั้นมีสาเหตุสำคัญจาก
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
และมาตรการทางภาษีของภาครัฐและของกรุงเทพมหานครที่กระทบต่อการ
จัดเก็บรายได้ของกรุงเทพมหานครค่อนข้างมาก
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในปีงบประมาณ 2562
สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 19,879.54 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ
ที่ตั้งไว้คิดเป็น 120.46 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.60 และเก็บรายได้ลดลง
จากปีงบประมาณ 2561 จำนวน 90.29 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.45 ซึ่งรายได้
ที่ลดลงจากปีที่ผ่านมาสาเหตุสำคัญจากการนำส่งคืนเงินโครงการอาหาร
กลางวันของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร
การจัดเก็บรายได้ของกรุงเทพมหานครในปีงบประมาณ 2561
สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 20,064.69 ล้านบาท ต่ำกว่า
ประมาณการที่ตั้งไว้คิดเป็น 1,435.31 ล้านบาทหรือร้อยละ 6.68
แต่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2560 จำนวน 887.00
ล้านบาทหรือร้อยละ 4.63
ในแต่ละปีกรุงเทพมหานครต้องนำเงินงบประมาณจำนวนไม่น้อยมาใช้จ่ายในการบริหารจัดการภายในองค์กรของกรุงเทพมหานคร และใช้จ่ายในการจัดบริการสาธารณะด้านต่างๆ ให้แก่ประชาชน ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 กรุงเทพมหานครได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายจำนวน 76,000 ล้านบาท มากกว่าปีงบประมาณที่ผ่านมา
ในแต่ละปีกรุงเทพมหานครต้องนำเงินงบประมาณจำนวนไม่น้อยมาใช้จ่ายในการบริหารจัดการภายในองค์กรของกรุงเทพมหานคร และใช้จ่ายในการจัดบริการสาธารณะด้านต่างๆ ให้แก่ประชาชน ซึ่งในปีงบประมาณ 2559 กรุงเทพมหานครได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายจำนวน 70,000 ล้านบาท มากกว่าปีงบประมาณที่ผ่านมา
ในแต่ละปีกรุงเทพมหานครต้องนำเงินงบประมาณจำนวนไม่น้อย
มาใช้จ่ายในการบริหารจัดการภายในองค์กรของกรุงเทพมหานครและ
ใช้จ่ายในการจัดบริการสาธารณะด้านต่างๆ ให้แก่ประชาชน ซึ่งในปี
งบประมาณ 2558 กรุงเทพมหานครได้ตั้งงบประมาณรายจ่าย จำนวน
65,000 ล้านบาท เท่ากับปีงบประมาณที่ผ่านมา
ตามนโยบายการพัฒนารายได้ของกรุงเทพมหานครคงไม่เพียงปรับปรุงพัฒนา โครงสร้างภาษีเดิมให้มีความครบถ้วน ถูกต้องเหมาะสมเป็นธรรม
และทั่วถึง แต่จะต้องมีการเพิ่มเติมโครงสร้างภาษีใหม่ๆ ที่กรุงเทพมหานคร
ควรจัดเก็บเป็นรายได้ไปพร้อมๆ กัน โดยการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ที่เกี่ยวกับการจัดหารายได้และเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษี ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจออกข้อบัญญัติจัดเก็บรายได้ที่ควรจะจัดเก็บได้เช่นเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น
จากผลการจัดเก็บรายได้กรุงเทพมหานครในภาพรวม
ช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 ดังกล่าวถือได้ว่ามีการขยายตัว
ในอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา และมีสัดส่วนการจัดเก็บใน
ระดับที่น่าพอใจ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้กรุงเทพมหานคร
จัดเก็บรายได้จริงได้ตามประมาณการที่ตั้งไว้ (65,000 ล้านบาท)
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสแรกของ
ปีงบประมาณ 2561 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 1,829.26
ล้านบาท ชะลอตัวลดลงจากช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560
คิดเป็น 698.69 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.64 และเมื่อเปรียบเทียบกับ
ประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 96.00
จากประมาณการที่ตั้งไว้ถือว่าค่อนข้างน้อย
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสแรกของ
ปีงบประมาณ 2560 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 2,527.95 ล้านบาท
ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2559 คิดเป็น 1,117.23
ล้านบาทหรือร้อยละ 79.20 และเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการสามารถ
จัดเก็บรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12.64 จากประมาณการที่ตั้งไว้ถือว่า
ค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้จากภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ภาษีป้าย ค่าธรรมเนียมฯ รายได้จากทรัพย์สิน และรายได้เบ็ดเตล็ด ที่ปรับตัว
เพิ่มขึ้น
ในปีงบประมาณ 2559 กรุงเทพมหานครได้ตั้งประมาณการรายรับ 70,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง 15,200 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 21.71
ของประมาณการรายได้รวม และเป็นรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ 54,800 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 78.29 ของประมาณการรายได้รวม ซึ่งประมาณการรายได้ของปีนี้
กำหนดมากกว่าปีที่ผ่านมา
ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557 กรุงเทพมหานคร
สามารถจัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 11,861.44 ล้านบาท
สูงกว่าช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2556 คิดเป็น 439.51
ล้านบาท หรือร้อยละ 3.85
ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2556 กรุงเทพมหานคร
สามารถจัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 11,421.93 ล้านบาท
สูงกว่าช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2555 คิดเป็น 374.48
ล้านบาท หรือร้อยละ 3.39
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2561 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้น จำนวน 3,926.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2560 คิดเป็น 46.46 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.20 และเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93.27 ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีทุกประเภทเพิ่มขึ้น ส่วนรายได้จากภาษีทั้งภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีน้ำมัน มีการปรับตัวลดลง
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสี่ของ
ปีงบประมาณ 2560 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 3,880.26
ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2559
คิดเป็น 200.09 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.44 และเมื่อเปรียบเทียบกับ
ประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้ 4 ไตรมาสของปีงบประมาณ 2560
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 96.00 จากประมาณการที่ตั้งไว้
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสี่ของ
ปีงบประมาณ 2559 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 3,676.16 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2558 คิดเป็น 747.45 ล้านบาท
หรือร้อยละ 25.52 และเมื่อเปรียบเทียบการจัดเก็บรายได้รวมทั้ง 4 ไตรมาส
ของปีงบประมาณ 2559 กับประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้คิดเป็นสัดส่วน
ร้อยละ 113.37 จากประมาณการที่ตั้งไว้
ในปีงบประมาณ 2558 กรุงเทพมหานครได้ตั้งประมาณการรายรับ 65,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง 13,685 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 21.05 ของประมาณการรายได้รวม และเป็นรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ 51,315 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 78.95 ของประมาณการรายได้รวม
ในช่วงไตรมาสสี่ปีงบประมาณ 2557 กรุงเทพมหานครสามารถ
จัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 18,050.46 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วง
ไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2556 คิดเป็น 579.55 ล้านบาท หรือ
ร้อยละ 3.11
ในช่วงไตรมาสสี่ปีงบประมาณ 2556 กรุงเทพมหานครสามารถ
จัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 18,630.01 ล้านบาท สูงกว่าช่วง
ไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ 2555 คิดเป็น 437.12 ล้านบาท หรือ
ร้อยละ 2.40
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสามของ
ปีงบประมาณ 2560 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 7,134.73
ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสสามของปีงบประมาณ 2559
คิดเป็น 683.87 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.60 และเมื่อเปรียบเทียบกับ
ประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้ 3 ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 76.60 จากประมาณการที่ตั้งไว้
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสามของ
ปีงบประมาณ 2559 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 6,450.86 ล้านบาท
ชะลอตัวลดลงจากช่วงไตรมาสสามของปีงบประมาณ 2558 คิดเป็น 911.76
ล้านบาทหรือร้อยละ 12.38 และเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการสามารถ
จัดเก็บรายได้ 3 ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2559 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ
75.43 จากประมาณการที่ตั้งไว้
ในช่วงไตรมาสสามปีงบประมาณ 2557 กรุงเทพมหานครสามารถ
จัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 21,538.13 ล้านบาท สูงกว่าช่วง
ไตรมาสสามของปีงบประมาณ 2556 คิดเป็น 4,037.57 ล้านบาท
หรือร้อยละ 23.07
ในช่วงไตรมาสสามปีงบประมาณ 2556 กรุงเทพมหานครสามารถ
จัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 17,500.56 ล้านบาท สูงกว่าช่วง
ไตรมาสสามของปีงบประมาณ 2555 คิดเป็น 1,877.73 ล้านบาท
หรือร้อยละ 12.02
จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีการฟื้นตัวอย่างช้าๆ มีเพียงภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
โดยภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจมีการใช้จ่ายและลงทุนอย่างระมัดระวัง จนทำให้อุปสงค์เพื่อการบริโภคการลงทุนอยู่ในระดับต่ำ กระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐและกรุงเทพมหานคร โดยผลการจัดเก็บรายได้กรุงเทพมหานครในภาพรวมช่วง 3 ไตรมาสแรกขอปีงบประมาณ 2558 ดังกล่าวยังคงมีการขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาและมีสัดส่วนการจัดเก็บในระดับที่น่าพอใจ
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสองของ
ปีงบประมาณ 2561 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 6,179.62
ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2560
คิดเป็น 522.71 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.24 และเมื่อเปรียบเทียบกับ
ประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37.25
ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้บางประเภทลดลงค่อนข้างมาก
การจัดเก็บรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองในช่วงไตรมาสสองของ
ปีงบประมาณ 2560 สามารถจัดเก็บรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 5,656.91 ล้านบาท
ชะลอตัวลดลงจากช่วงไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2559 คิดเป็น 37.65
ล้านบาท หรือร้อยละ 0.66 และเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการสามารถ
จัดเก็บรายได้ครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2560 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40.92
จากประมาณการที่ตั้งไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้บางประเภท
ที่ลดลงค่อนข้างมาก
ในช่วงไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2559 กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น
แม้ผลการจัดเก็บรายได้กรุงเทพมหานครในภาพรวมช่วงครึ่งปีงบประมาณ 2558
ดังกล่าวจะมีการขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาและมีสัดส่วนการจัดเก็บ
ในระดับที่น่าพอใจ แต่จากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างช้า ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจของผู้บริโภคและภาคเอกชนที่มีต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความชัดเจนในการกำหนดนโยบายของรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐและกรุงเทพมหานคร
ในช่วงไตรมาสสองปีงบประมาณ 2557 กรุงเทพมหานครสามารถ
จัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 15,208.84 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วง
ไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2556 คิดเป็น 349.31 ล้านบาท
หรือร้อยละ 2.25
ในช่วงไตรมาสสองปีงบประมาณ 2556 กรุงเทพมหานครสามารถ
จัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 15,558.15 ล้านบาท สูงกว่าช่วง
ไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2555 คิดเป็น 919.07 ล้านบาท
หรือร้อยละ 6.28
จากการที่รัฐบาลมีนโยบายคืนภาษีสรรพสามิตให้กับ
ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก รายละไม่เกินหนึ่งแสนบาท โดยห้าม
ทำการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ก่อนครบกำหนด 5 ปี สำหรับ
ผู้ที่จองซื้อตั้งแต่ 14 กันยายน 2554 และรับมอบรถ
ภายในปี 2556
หากจะกล่าวถึงรูปแบบการจัดเก็บภาษีนั้น กรุงเทพมหานคร
จัดเก็บภาษีจากฐานทรัพยสิน (Property Tax
กรุงเทพมหานคร เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบํารุงทองที่
ภาษีป้าย และค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้ได้รับประโยชน์จากบริการ
ของท้องถิ่น(User Charge)
รายได้กรุงเทพมหานคร= -7,652,071,977+(0.066 ผลิตภัณฑ์
มวลรวมภายในประเทศ) รายได้กรุงเทพมหานครได้ 77.96 % และ
ถ้าหากค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาท
จะทำให้กรุงเทพมหานครได้รับรายได้กรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้น
66,000 บาท
รายจ่ายของกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี โดยในแต่ละปี
จะมีอิทธิพลของฤดูกาลประกอบด้วยในเดือนตุลาคมของแต่ละปีจะมี
รายจ่ายต่ำสุด และในเดือนกันยายนของแต่ละปีจะมีร่ายจ่ายสูงสุด
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน = -4,676,742,152+(63,254,155 ดัชนีราคา
ผู้บริโภค กทม.)+(0.00683 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ)
ความผันแปรของภาษีโรงเรือนและที่ดินได้ 96.44% และถ้าค่าดัชนีราคา
ผู้บริโภค กทม. เพิ่มขึ้น 1 หน่วยจะทำให้ กทม. ได้รับภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิ่มขึ้น 63,254,155 บาท ถ้าค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพิ่มขึ้น
1 ล้านบาท จะทำให้ กทม. ได้รับภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มขึ้น 6,830 บาท
ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน กทม=-3,552,496,192+
(688.35 จำนวนรถที่จดทะเบียนในกทม.)+(16,235,560,439 รายได้ต่อหัว
ประชากร)
โดยสมการดังกล่าวตัวแปรจำนวนรถที่จดทะเบียนใน กทม. และ รายได้
ต่อหัวของประชากรสามารถอธิบายความผันแปรของภาษีและค่าธรรมเนียม
รถยนต์ และล้อเลื่อน กทม. ได้ 78.68% และถ้าจำนวนรถที่จดทะเบียนใน
กทม. เพิ่มขึ้น 1 คัน จะทำให้ กทม. ได้รับภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และ
ล้อเลื่อนกทม. เพิ่มขึ้น 688.35 บาท ถ้ารายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น
1 ล้านบาท จะทำให้ กทม. ได้รับภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน
กทม. เพิ่มขึ้น 16,235,560,439 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย=-556,965 + (1,100,282 รายได้ต่อหัว
ของประชากร) + (4,736.99 ดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศไทย)
โดยสมการดังกล่าวตัวแปรรายได้ต่อหัวของประชากรและดัชนีราคา
ผู้บริโภคของประเทศไทยสามารถอธิบายความผันแปรของภาษีมูลค่าเพิ่ม
ของประเทศไทยได้ 91.79% และถ้าค่ารายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น
1 ล้านบาทจะทำให้ กทม. ได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยเพิ่มขึ้น
1,100,282 บาท ถ้าค่าดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1 หน่วย
จะทำให้ กทม. ได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 4,736.99 บาท
การจัดเก็บรายได้ของกรุงเทพมหานครในปีงบประมาณ 2560
บรรลุผลตามประมาณการที่ตั้งไว้ โดยจัดเก็บได้ 79,292.73 ล้านบาท
ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2559 ร้อยละ 10.47 และสูงกว่า
ประมาณการที่ตั้งไว้ร้อยละ 4.33
กรุงเทพมหานครมีการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งแรก
ปีงบประมาณ 2557 จำนวน 24,772.47 ล้านบาท สูงกว่า
ปีงบประมาณ 2556 จำนวน 4,739.01 ล้านบาท หรือ
ร้อยละ 23.66
กรุงเทพมหานครมีการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งแรก
ปีงบประมาณ 2556 จำนวน 20,033.46 ล้านบาท สูงกว่า
ปีงบประมาณ 2555 จำนวน 1,766.67 ล้านบาท หรือ
ร้อยละ 9.67
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ที่ร้อยละ 5.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.7 – 5.7) โดยมีแรงขับเคลื่อน
จากอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่
ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
กรุงเทพมหานครมีการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งแรกปีงบประมาณ 2561 จำนวน 25,490.99 ล้านบาท ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2560 จำนวน 2,805.17 ล้านบาทหรือร้อยละ 9.91 ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณจำนวน 25,490.99 ล้านบาทคิดเป็นอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 32.47 ของวงเงินงบประมาณ 78,500.00 ล้านบาท
กรุงเทพมหานครมีการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งแรกปีงบประมาณ 2560 จำนวน 28,296.16 ล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2559 จำนวน 1,104.76 ล้านบาทหรือร้อยละ 4.06 ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณจำนวน 28,296.16 ล้านบาทคิดเป็นอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 37.70 ของวงเงินงบประมาณ 75,058.40 ล้านบาท
กรุงเทพมหานครมีการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งแรกปีงบประมาณ 2564 จำนวน 24,730.65 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,818.48 ล้านบาทหรือร้อยละ 10.23 ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณจำนวน 24,730.65 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 32.76 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 75,500.00 ล้านบาท
ในปี 2562 กรุงเทพมหานครได้ใช้วิธีการงบประมาณแบบสมดุล
(รายรับกำหนดรายจ่าย) ได้ตั้งประมาณการรายได้ไว้ 80,000.00
ล้านบาท คู่กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 80,000.00 ล้านบาท
ซึ่งแบ่งออกเป็นงบลงทุน 18,467.81 ล้านบาท และงบดำเนินการ
61,532.19 ล้านบาท โดย กทม.ได้ตั้งงบประมาณงบลงทุนเพิ่มขึ้น
จากปีที่ผ่านมาจำนวน 839.69 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.35
ในปี 2561 กรุงเทพมหานครได้ตั้งงบประมาณแบบสมดุลกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำ จำนวน 78,500 ล้ายบาทโดยแบ่งเป็นรายจ่ายเพื่อดำเนินการ จำนวน 58,179.39 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.14 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ และรายจ่ายเพื่อการลงทุน จำนวน 20,320.61 ล้านบาท หรือสัดส่วนร้อยละ 25.89 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ
ปีงบประมาณ 2564 กรุงเทพมหานครได้ตั้งประมาณการรายได้ไว้ 75,500.00 ล้านบาท คู่กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 75,500.00 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น งบลงทุน 16,547.44 ล้านบาท และงบดำเนินการ 58,952.56 ล้านบาท โดยกรุงเทพมหานครได้ตั้งงบประมาณงบลงทุนลดลงจากปีที่ผ่านมาจำนวน 9,783.03 ล้านบาทหรือร้อยละ 37.15 และตั้งงบประมาณงบดำเนินการเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาจำนวน 2,283.03 ล้านบาทหรือร้อยละ 4.02
ปีงบประมาณ 2563 กรุงเทพมหานครได้ตั้งประมาณการรายได้ไว้ 83,000.00 ล้านบาท คู่กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 83,000.00 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็นงบลงทุน 21,139.43 ล้านบาท และงบดำเนินการ 61,860.57 ล้านบาท โดยกรุงเทพมหานครได้ตั้งงบประมาณลงทุนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา จำนวน 2,671.62 ล้านบาทหรือร้อยละ 14.47 ในขณะที่ตั้งงบประมาณงบดำเนินการเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา จำนวน 328.38 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.53
กรุงเทพมหานครมีการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งแรกปีงบประมาณ 2559 จำนวน 27,191.40 ล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2558 จำนวน 3,217.47 ล้านบาทหรือร้อยละ 13.42 ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณจำนวน 27,191.40 ล้านบาทคิดเป็นอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 38.84 ของวงเงินงบประมาณ 70,000 ล้านบาท
กรุงเทพมหานครมีการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งแรกปีงบประมาณ 2563 จำนวน 27,549.13 ล้านบาท ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2562 จำนวน 3,717.74 ล้านบาทหรือร้อยละ 11.89 ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณจำนวน 27,549.13 ล้านบาทคิดเป็นอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 33.19 ของวงเงินงบประมาณ 83,000.00 ล้านบาท
ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2565 กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 37,659.01 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2564 จำนวน 2,005.72 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.63 และเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 47.67 ของประมาณการรายได้รวมที่ตั้งไว้ 79,000.00 ล้านบาท
สามารถดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติมได้ตามไฟล์ที่แนบ
ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2564 กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บรายได้จริงทั้งสิ้น จำนวน 35,653.29 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,400.29 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.31 และเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 47.22 ของประมาณการรายได้รวมที่ตั้งไว้ 75,500.00 ล้านบาท
สามารถดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติมได้ตามไฟล์ที่แนบ
ในช่วงไตรมาสสามของปีงบประมาณ 2562 กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บ
รายได้จริงทั้งสิ้นจำนวน 25,151.82 ล้านบาท สูงกว่าช่วงไตรมาสสามของปีงบประมาณ 2561 คิดเป็น 3,644.56 ล้านบาทหรือร้อยละ 16.95 และเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการสามารถจัดเก็บรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.44 ของประมาณการรายได้รวม
ที่ตั้งไว้ 80,000.00 ล้านบาท
ในปีงบประมาณ 2559 กรุงเทพมหานครได้ตั้งประมาณการรายได้ 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง 15,200 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 21.71 ของประมาณการรายได้รวม และเป็นรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ 54,800 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 78.29 ของประมาณการรายได้รวม
ในปีงบประมาณ 2558 กรุงเทพมหานครได้ตั้งประมาณการรายได้ 65,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง 13,685 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 21.05 ของประมาณการรายได้รวม และเป็นรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ 51,315 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 78.95 ของประมาณการรายได้รวม
การจัดเก็บรายได้ของกรุงเทพมหานครในปีงบประมาณ 2557
บรรลุผลตามประมาณการที่ตั้งไว้ โดยจัดเก็บได้ 66,658.87 ล้านบาท
ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2556 ร้อยละ 5.62 และสูงกว่า
ประมาณการที่ตั้งไว้เพียงร้อยละ 2.55
การจัดเก็บรายได้ของกรุงเทพมหานครในปีงบประมาณ 2556
บรรลุผลตามประมาณการที่ตั้งไว้ โดยจัดเก็บได้ 63,110.65 ล้านบาท
สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ร้อยละ 5.18
งบประมาณ 2555 ร้อยละ 5.98
ข่าวสาร SMEs
บทความเศรษฐกิจรายสัปดาห์
ยังไม่มีเนื้อหา
ไทยปิดด่าน 138 วัน ฉุดเศรษฐกิจกัมพูชาหด 2.1% การค้า ท่องเที่ยว กาสิโน รายได้หาย
“คมนาคม” ชง ครม.ซื้อคืนรถไฟฟ้า ยึดแนวทาง “กรรมสิทธิเดียว” รฟม.คุม
BOI เผยค่ายรถญี่ปุ่น 6 ค่าย อัดเงินกว่า 5 หมื่นล้าน หนุนอุตสาหกรรมใหม่ในไทย
JPMorgan ชี้สัญญาณเตือนเศรษฐกิจสหรัฐ! ความวิตก ‘ภาวะถดถอย’ พุ่งเกือบ 80% หลังดัชนี Russell 2000 ร่วงหนัก ขณะที่ S&P 500 สินแร่ และพันธบัตรรัฐบาลก็ส่งสัญญาณเตือนเช่นกัน
การหวนคืนสู่นโยบายกีดกันทางการค้าอย่างแข็งกร้าวภายใต้เงาของ “ภาษีทรัมป์” กำลังสั่นคลอนเสาหลักของระบบเศรษฐกิจโลกที่สร้างสมมานานหลายทศวรรษ จากแนวคิด “America First” ที่ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ในอัตราที่สูงลิ่ว ที่ไม่ใช่เป็นแค่มาตรการทางการค้า แต่เป็นการจุดชนวนความขัดแย้งทางการค้าครั้งใหญ่ ที่อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าในวงกว้าง สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก และบ่อนทำลายกลไกการค้าเสรี ที่เป็นรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันทั่วโลก
โลกรุมต้าน “ทรัมป์” จุดชนวนภาษีการค้า หลายชาติฮึ่ม! พร้อมตอบโต้ นักวิชาการ-เอกชนประเมินผลกระทบทุบส่งออกไทย 1 ล้านล้าน เศรษฐกิจโลกวูบ ขยายตัวไม่เกิน 3% จี้รัฐบาลเร่งเจรจาต่อรองก่อนเส้นตาย 9 เม.ย. สินค้าเกษตร อาหาร ข้าว ไก่ ระงมกระทบเต็ม ๆ
ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้า ไทยโดน 36% สันติธารชี้ เป็น ‘แผ่นดินไหว’ การค้าโลก กระทบหนักกว่าที่คาด
อาฟเตอร์ช็อกเสี่ยงฉุด 'เศรษฐกิจ' จับตา กนง.เพิ่มปัจจัยแผ่นดินไหว 6 หน่วยงานแถลงด่วน เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน
การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ไม่ใช่เป็นเพียงการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามกลไกรัฐสภาเท่านั้น แต่เป็นจุดวัดความเข้มแข็งของ “เสถียรภาพทางการเมืองไทย”
ปัญหา ‘หนี้’ เป็นเรื่องใหญ่และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าวิตก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคธุรกิจ ล้วนกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง
แจกเงิน 10000 บาทวัยโจ๋ อย่าหวังผลเลิศ กระตุ้นเศรษฐกิจ
วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยเรื่อง “การแจกเงินหมื่นกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 3” กันนะครับ คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ มี นายกฯแพทองธาร ชินวัตร เป็นประธาน มีมติวันจันทร์ ให้แจกเงินหมื่นรอบ 3 (เฟส 3) แก่วัยรุ่นอายุ 16–20 ปี 2.7 ล้านคน เป็นเงิน 27,000 ล้านบาท ช่วงปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อประเดิม “เงินดิจิทัล” ผ่าน Digital Wallet ระบบบล็อกเชน ซึ่งคาดว่าระบบจะเสร็จในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ถือเป็นการแจกเงินดิจิทัลผ่าน Digital Wallet เป็นครั้งแรก ซึ่งมีข้อดีคือ สามารถควบคุมการใช้เงินได้ กำหนดกรอบการใช้จ่ายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ได้
ความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังเผชิญการขึ้นลงอย่างรวดเร็วภายในสัปดาห์เดียวกัน สะท้อนถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งของนักลงทุนต่อทิศทางเศรษฐกิจ
ย่านการค้าเก่าแก่ของไทย “สำเพ็ง-ประตูน้ำ” สั่นสะเทือน ทุนจีนยักษ์ใหญ่ รายย่อย ได้เปรียบพลังทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม แห่ปักหลักลงทุน ขยายธุรกิจครอบคลุมทุกหมวดสินค้า
นายกฯคุยพิชัย วางงานกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ GDP โต 3-3.5% เปิดแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว เร่งปิดดีลลงทุนโครงการใหญ่ แลนด์บริดจ์-รถไฟเชื่อมต่อจีน จ่อหารือเอกชน เพิ่มทำแผนกระตุ้น เศรษฐกิจภายใน 2 สัปดาห์
เทส
บทความเศรษฐกิจน่ารู้
กกร. คาดปี 68 เศรษฐกิจไทยโต 2.4-2.9% หวั่นกำแพงภาษีสหรัฐฯ ส่งผลสินค้าจีนทะลักเข้าไทย แนะรัฐบาลเตรียมรับมือ เชื่อเชื่อตัดไฟแก๊งคอลเซนเตอร์ ไม่กระทบการค้าชายแดน
- “มาร์โก รูบิโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ต่อสายหารือ “บุ่ย แทงห์ เซิน” รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เพื่อให้แก้ปัญหาการค้าดุลการค้า
- 10 อันดับแรกที่สหรัฐขาดดุลการค้าเป็นเอเชียเกินครึ่ง ในอาเซียนมีเวียดนาม และไทย เป็นไปได้สูงที่สหรัฐจะประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยภายใน 1-2 เดือน
- ไทยเป็นมิตรกับสหรัฐ และมีความสัมพันธ์ทางการทูตเกือบ 200 ปี ไม่ใช่เหตุผลที่สหรัฐจะปล่อยไทย การเจรจาจึงต้องเตรียมข้อเสนอว่าจะยื่นหมูยื่นแมวอย่างไร
- รัฐบาลต้องจ้างล็อบบี้ยิสต์ที่เก่งในวอชิงตัน เพื่ออธิบายเจรจานอกรอบ และเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยปิดดีลได้
"รัฐ-เอกชน" ร่วมแผนรับมือนโยบายขึ้นภาษีสหรัฐ "ปลัดพาณิชย์" ประเมินสหรัฐขึ้นภาษีสินค้าไทยเสียหาย 7-8 พันล้านดอลลาร์ ส่งแผนเจรจาให้นายกฯ อนุมัติ เปิดทางลดภาษี พร้อมนำเข้าเพิ่ม สถานทูตไทยล็อบบี้ภาครัฐ-เอกชนสหรัฐ เร่งนัดยูเอสทีอาร์ ปูทางเปิดเจรจา "หอการค้า-ส.อ.ท." ห่วงสินค้าจีนทุ่มตลาดไทย หนุนเพิ่มนำเข้าสินค้าเกษตร-พลังงาน ดันบริษัทไทยเพิ่มลงทุนสหรัฐ
1.“แพทองธาร” โชว์วิชั่น Forbes Global CEO Conference ชี้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงเวลาดีที่สุดในการลงทุน มีเสถียรภาพการเมืองนโยบายต่อเนื่อง
2.เปิดแผนรัฐบาลดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 ด้าน ระยะสั้น-ยาว ดันอสังหาฯ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับภาคเกษตร หนุนการท่องเที่ยวรายได้สูง
3.พร้อมเร่งลงทุนเอกชนทั้งใน BOI และ EEC ตอบโจทย์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หวังคนไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
1.อุตฯ ยานยนต์ไทยหดตัวต่อเนื่อง ส.อ.ท. รายงานการผลิตรถยนต์เดือน ต.ค.2567 พบการผลิตรถยนต์ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) ยอดผลิต 1.24 ล้านคัน เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนหด 19.28%
2.อุตฯ ยานยนต์มีแรงงาน 444,000 คน มีผู้ประกอบการแบ่งเป็นผู้ประกอบรถยนต์ 23 ราย, ผู้ประกอบรถจักรยานยนต์ 8 ราย, ซัพพลายเออร์ เทียร์ 1 รวม 476 ราย และซัพพลายเออร์ เทียร์ 2 ขึ้นไป 1,210 ราย
3.ส.อ.ท.ลดประมาณการการผลิตรถยนต์ปี 2567 ลงอีก 200,000 คัน จาก 1.7 ล้านคัน เหลือ 1.5 ล้านคัน ปรับลดผลิตขายในประเทศ 550,000 คัน เหลือ 450,000 คัน ผลิตเพื่อส่งออกจาก 1.15 ล้านคัน เหลือ 1.05 ล้านคัน
4.ยอดผลิตรถที่ลดลงกระทบเป็นซัพพลายเชนเพิ่มขึ้นจากเดิมลดเวลาการทำงานเหลือ 3 วัน/สัปดาห์ อาจลดเหลือ 2 วัน/สัปดาห์ "เอสเอ็มอี"สายป่านไม่ยาวอาจหยุดกิจการ
1.สงครามการค้ากระทบเศรษฐกิจไทยแรง สำนักวิจัยแห่หั่นจีดีพีลง 1% จ่อหั่น “ต่ำสุด” เหลือเพียง 1.4%
2.หวั่นกดดันเงินทุนไหลออก นักลงทุนเลิกมองไทยเป็น ฐานการผลิต
3.ฟาก รมว.คลัง คาดกระทบจีดีพีอย่างน้อย 1%
4.ส.อ.ท.นัดสมาชิกหารือผลกระทบด่วนสรุปข้อมูลเสนอรัฐเจรจาสหรัฐ “เงินบาท” ทยอยอ่อนค่าแตะ 35.50 บาท
5.คาดกดดัน กนง.ลดดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งรวม 4 ครั้งปีนี้ สู่ระดับ 1.25%
6.คาดแผ่นดินไหว-สหรัฐขึ้นภาษีเสียหายกว่า3แสนล.
ถือเป็นที่ทราบกันดีว่า “ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด” (Gross Provincial Product : GPP) นั้น เป็นเครื่องมือที่ชี้วัดถึงด้านผลรวมของมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นในจังหวัดในช่วงระยะเวลาหนึ่งปี
คลังมั่นใจ ดัน GDP ปี68 โตได้ 3-3.5% แม้สภาพัฒน์ฯ ประเมินไว้ต่ำที่ 2.8% เตรียมออกมาตรการกระตุ้นศก.อัดฉีดเงินดิจิทัล 10000 บาท-ภาษี-สินเชื่อผลักดัน EEC และ Financial Hub สร้างแรงส่งเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
“แพทองธาร” จับเข่าคุย กกร.เตรียมคลอดมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน – SMEs อีก 1 - 2 สัปดาห์ เจาะจงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง บ้านหลังแรก เอสเอ็มอีรายย่อย พร้อมคลอดมาตรการห้ามยึดรถกระบะ สมาคมธนาคารไทย หวังมาตรการระยะกลาง – ยาว ช่วยเพิ่มความสามารถลูกหนี้
"ศุภวุฒิ" มองเศรษฐกิจไทยปี 68 ขยายตัว 3% จาก 4 ปัจจัยขับเคลื่อน ทั้งการส่งออก ท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ และนโยบายการเงิน แนะ ธปท. เร่งผ่อนคลายนโยบายการเงิน ดันเงินเฟ้อให้แตะ 2% จากปีนี้ 0.3% หวังคนมีรายได้ - กำลังซื้อมากขึ้น
Infographic
ยังไม่มีเนื้อหา
ยังไม่มีเนื้อหา
ยังไม่มีเนื้อหา
ยังไม่มีเนื้อหา
ยังไม่มีเนื้อหา
ยังไม่มีเนื้อหา
ยังไม่มีเนื้อหา