ช่องทางทำธุรกิจ

รวมช่องทาง แหล่งข้อมูล และหน่วยงานที่สนับสนุนการเริ่มต้นและดำเนินธุรกิจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

≡ แนะนำสอนฝึกอาชีพ (ออนไลน์)

ประเภทอาชีพ/ลักษณะ : ประกอบอาหาร ช่องทางการเรียน : สื่อออนไลน์/Facebook หน่วยงาน : สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถคลิกได้ที่เอกสารแนบ PDF ดาวน์โหลด ประเภทอาชีพ/ลักษณะ : ประกอบอาหาร ช่องทางการเรียน : สื่อออนไลน์/Youtube หน่วยงาน : กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถคลิกได้ที่เอกสารแนบ   PDF ดาวน์โหลด ประเภทอาชีพ/ลักษณะ : ช่างฝีมือ ช่องทางการเรียน : สื่อออนไลน์/Youtube หน่วยงาน : กรุงเทพมหานคร สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถคลิกได้ที่เอกสารแนบ PDF ดาวน์โหลด ประเภทอาชีพ/ลักษณะ : ประกอบอาหาร ช่องทางการเรียน : สื่อออนไลน์/Youtube หน่วยงาน : กระทรวงแรงงาน สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถคลิกได้ที่เอกสารแนบ PDF ดาวน์โหลด

≡ โมเดลอาชีพ

     Digital Nomad คือ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ของโลก ส่วนอาชีพก็คือการทำทุกอย่างที่ได้เงินโดยใช้ระบบออนไลน์ เพียงแค่มีแล็ปท็อปกับอินเทอร์เน็ต เพียงเท่านี้ก็สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้แล้วบางคนอาจจะทำ E-commerce, Freelance, Remote Work ซึ่งไลฟ์สไตล์แบบนี้มันสนุกตรงที่สามารถทำงานด้วยแล้วก็เที่ยวด้วยได้ PDF ดาวน์โหลด

≡ 10 อันดับ อาชีพยอดนิยมของคนเมือง

ยังไม่มีข้อมูลในหมวดนี้

≡ ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร

                    ศูนย์ฝึกอาชีพรามคำแหง      สมัครฟรี ! เรียนฟรี ! จบแล้วมีวุฒิบัตรให้      ที่ตั้ง  ศูนย์ฝึกอาชีพรามคำแหง  ห้อง  0214   ชั้น 2      อาคารสุโขทัย   มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก)     โทรศัพท์ 0-2369-2823-4 PDF ดาวน์โหลด           ศูนย์ฝึกอาชีพบางกอกน้อย  (วัดสุทธาวาส)      สมัครฟรี ! เรียนฟรี ! จบแล้วมีวุฒิบัตรให้      ที่ตั้ง  วัดสุทธาวาส ถนนจรัญสนิทวงศ์      เขตบางกอกน้อย   กรุงเทพมหานคร      โทรศัพท์   0-2412-4611-2 PDF ดาวน์โหลด           ศูนย์ฝึกอาชีพจตุจักร (สำนักงานเขตจตุจักร)      สมัครฟรี ! เรียนฟรี ! จบแล้วมีวุฒิบัตรให้        ที่ตั้ง  ลานจอดรถตลาดนัดจตุจักร  โทร  02-272-4741        สำนักงานเขตจตุจักร  โทร  02-513-6654        ห้างยูเนี่ยนมอลล์ ชั้น B (หน้าลิฟท์) PDF ดาวน์โหลด               ศูนย์ฝึกอาชีพจตุจักร  2  (มีนบุรี)      สมัครฟรี ! เรียนฟรี ! จบแล้วมีวุฒิบัตรให้      ที่ตั้ง  ภายในตลาดนัดจตุจักร  2  ถนนสีหบุรานุกิจ      แขวงมีนบุรี   เขตมีนบุรี  กรุงเทพมหานคร  10510      โทรทัพท์  0-2540-4375-6 PDF ดาวน์โหลด                      ศูนย์ฝึกอาชีพบางพลัด      สมัครฟรี ! เรียนฟรี ! จบแล้วมีวุฒิบัตรให้      ที่ตั้ง  ซอยจรัญสนิทวงศ์  79  ถนนจรัญสนิทวงศ์      เขตบางพลัด   กรุงเทพมหานคร      โทรศัพท์  0-2423-2025   โทรสาร  0-2423-2026   PDF ดาวน์โหลด                 ศูนย์ฝึกอาชีพวัดวรจรรยาวาส      สมัครฟรี ! เรียนฟรี ! จบแล้วมีวุฒิบัตรให้       ที่ตั้ง  ซอยเจริญกรุง  72   ถนนเจริญกรุง         เขตบางคอแหลม   กรุงเทพมหานคร      โทรศัพท์  0-2292-0194,  0-2289-3478 PDF ดาวน์โหลด               ศูนย์ฝึกอาชีพสวนลุมพินี     สมัครฟรี! เรียนฟรี!  จบแล้วมีวุฒิบัตรให้      ที่ตั้ง  สวนลุมพินี   ตรงข้ามเกาะลอยด้านถนนสารสิน      เขตปทุมวัน   กรุงเทพมหานคร      โทรศัพท์  0-2251-5849,  0-2251-5281 PDF ดาวน์โหลด                ศูนย์ฝึกอาชีพวัดธรรมมงคล     สมัครฟรี ! เรียนฟรี ! จบแล้วมีวุฒิบัตรให้      ที่ตั้ง  ซอยปุณณวิถี  20  สุขุมวิท  101  แขวงบางจาก      เขตพระโขนง  กรุงเทพมหานคร      โทรศัพท์  0-2331-7573-4 PDF ดาวน์โหลด

≡ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร

โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (อาทร   สังขะวัฒนะ) ที่ตั้ง  208   ถนนประชาอุทิศ   เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร   10140 โทร  0-2426-3653,   0-2426-3714 www.abvts.com PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (หลวงพ่อทวีศักดิ์)  ที่ตั้ง  ซอยเพชรเกษม 81   ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ เขตหนองแขม    กรุงเทพมหานคร   10160   โทร. 0 2429  3573 เว็บไซต์ : www.luangpor.net   PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ม้วน บำรุงศิลป์) ที่ตั้ง   ซอยนาคนิวาส    ถนนลาดพร้าว เขตลาดพร้าว    กรุงเทพมหานคร  10230 โทร. 0 2514 1840,02-538-6307 เว็บไซต์ : www.mounbumrungsil.com PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร  (หนองจอก) ที่ตั้ง  ถนนเชื่อมสัมพันธ์   แขวงโคกแฝก   เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร   10530 โทร.  02-5432903 ,  02-5483631 เว็บไซต์ : www.nongchoktraining.com   PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 2) ที่ตั้ง  ซอยประชาสงเคราะห์  17  เขตดินแดง  กรุงเทพมหานคร   10400 โทร.  02 2451401 ,  02 2451403   www.dindang2.com PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1) 4095/29   ถนนมิตรไมตรี  3   แขวงดินแดง  เขตดินแดง  กรุงเทพมหานคร 10400 โทร. 0  2246 1592   โทรสาร   0 245   6954 เว็บไซต์ :  www.dindang1.com PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (คลองเตย) ที่ตั้ง  ซอยล็อค  4 - 6  ถนนอาจณรงค์   เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร   10110     โทร. 0-2240-0009,0-2350-1344 เว็บไซต์ : www.khlongtoei.net PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (กาญจนสิงหาสน์ฯ) ที่ตั้ง  686   ซอยจรัญสนิทวงศ์  35   ถนนจรัญสนิทวงศ์  ­­แขวงบางพรม   เขตตลิ่งชัน   กรุงเทพมหานคร   10170    โทร.  0-2410-1012 เว็บไซต์ : kanjanasinghas.com PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) ที่ตั้ง  เลขที่ 295  ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250 โทร. 0 2251 7950 เว็บไซต์ https://prawetschool.wordpress.com/ PDF ดาวน์โหลด โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร  (บางรัก) ที่ตั้ง  99  ถนนศรีเวียง (หลัง สน.ยานนาวา) แขวงสีลม  เขตบางรัก   กรุงเทพมหานคร  10500 โทร 0 2236 6929 , 0 2235 4362 เว็บไซต์ : www.vtsbangrak.ac.th PDF ดาวน์โหลด

≡ Bangkok Brand

ยังไม่มีข้อมูลในหมวดนี้

  ๐ หมวดเกษตรกรรม

เงินลงทุน  ประมาณ 1,000 – 1,200 บาท(ต้นแคสตัส ราคาประมาณ 20-200 บาท)   วิธีดำเนินการ  การปลูกแคสตัสหรือที่เรียกว่ากระบองเพชร เป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ มากนัก ขั้นตอนการปลูก เตรียมดิน   ควรใช้ดินร่วนเหนียวประมาณ 2 ส่วน ผสมกับทรายหยาบขนาดเมล็ดถั่วเขียว จะทำให้ดินโปร่งระบายน้ำได้ดี โดยใช้ทรายหยาบ 3 ส่วน ผสมถ่านดำมาทุบให้แตกเป็นก้อนเล็ก ๆ ประมาณ 1 ส่วน  การปลูกในกระถาง   อุดรูที่ก้นกระถางก่อน แล้วเอากรวดโดยทับเล็กน้อย จึงเอาดินลงไปผสม ที่เหลือให้โรยด้วยกรวดและก้อนหินเล็ก ๆ เพื่อความสวยงาม และเวลารดน้ำดินจะไม่กระเด็นเลอะเทอะ  การเลือกกระถางต้องเลือกแบบที่เหมาะสมกับรูปทรงของต้นแคสตัสด้วย เวลาจับต้นลงปลูก ถ้าหากว่าต้นนั้น ๆ มีหนาม ต้องจับต้นแคสตัสด้วยเศษผ้าหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อป้องกันหนามตำมือ เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้รดน้ำให้ชุ่ม การปลูกลงดิน    ต้องเลือกที่น้ำไม่ขัง ควรเป็นที่โล่งแจ้ง มีแสงแดดส่องประมาณ 3-4 ชั่วโมง ควรรดน้ำ 2-3 วันต่อครั้ง และต้องระบายน้ำได้หมดหลังจากการรดน้ำทุกครั้ง กรรมวิธีในการขยายพันธุ์ ปลูกโดยใช้เมล็ด เป็นวิธีที่ง่ายและลงทุนน้อย โดยการนำเอาเมล็ดมาเพาะในกระบะ หากเมล็ดเล็กมาก  ควรโปรยทรายหยาบลงผสมด้วย ถ้าเป็นเมล็ดใหญ่ต้องวางให้เป็นระเบียบ เมื่อเกิดมีความชื้นที่พอเหมาะ เมล็ดนั้นก็งอกขึ้นมา  แยกหน่อจากกอ แล้วนำไปเพาะชำในแปลงเพาะที่เตรียมไว้ เป็นวิธีที่นิยมอีกวิธีหนึ่ง เพราะง่ายและสะดวก  การต่อกระบองเพชร ด้วยการตัดตรงกลางลำต้น ปล่อยให้ส่วนบนแห้ง แล้วนำไปปักลงดินให้แตกราก สถานที่ให้คำปรึกษา  องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ โทร. (053) 835214 ข้อแนะนำ  การปลูกแคสตัส มีขั้นตอนการปลูกและเลี้ยงที่ไม่ยุ่งยาก ขอเพียงคอยศึกษาสังเกตธรรมชาติของพันธุ์ไม้ ศึกษา สายพันธุ์ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ราคาไม่ เหมือนกัน พันธุ์ไหนที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ง่าย ราคาก็จะถูก พันธุ์ไหนที่ขยายพันธุ์ยากหรือมีความโดดเด่น พันธุ์นั้นก็จะแพง   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด ปลูกวอเตอร์เครส      ผักวอเตอร์เครสถูกจัดให้เป็น "ราชินีผัก" สำหรับคนรักสุขภาพเลยทีเดียว เพราะเพียง "กินคำเดียว" แต่ให้คุณค่าทางอาหาร และมีประโยชน์มหาศาลน่าเหลือเชื่อ นอกจากมีประโยชน์ช่วยให้สุขภาพดีแล้ว ผลงานวิจัยยังระบุว่า เป็นผักต้านมะเร็งด้วย แต่ต้องกินให้ถูกวิธี   ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสารแนบท้าย ที่มา : https://www.technologychaoban.com/agricultural-technology/article_164513         https://www.thairath.co.th/lifestyle/food/1976007 PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 15,000 บาท/ไร่ (ไม่รวมค่าที่ดิน) ค่าต้นพันธุ์มะละกอ  ถุงละ 3 บาท ค่าใช้จ่ายในการเตรียมดิน 200 บาท/ไร่ ค่าปุ๋ยประมาณ 4,000-6,000 บาท ค่าอุปกรณ์ใช้น้ำแบบสปริงเกิ้ล ไร่ละ 12,000 บาท รายได้ ประมาณ 19,000 – 50,000 บาท/ไร่ วัสดุ/อุปกรณ์ ที่ดิน เสียม จอบ พลั่ว ถุงดำ ปุ๋ย สูบพ่นสารเคมี อุปกรณ์ใช้น้ำแบบสปริงเกิ้ล วิธีดำเนินการ นำเมล็ดพันธุ์มะละกอมาห่อด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำให้เปียก ห่อทิ้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 1 อาทิตย์   จนเริ่มมีรากงอก นำเมล็ดที่มีรากงอกแล้ว แยกใส่ถุงดำสำหรับเพาะเมล็ด    ถุงละ 4-5 เมล็ด รดน้ำทุกวันให้สม่ำ เสมอ 3-4 วัน ต้นอ่อน ก็จะงอก รดน้ำต่อไปอีกประมาณ 20 วันก็พร้อมที่จะนำลงแปลงปลูก เตรียมแปลงปลูกมะละกอ ควรมีระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 2.5 x 2.5 เมตร    ขุดหลุมสำหรับปลูกขนาด 50 x 50 x 50 เซนติเมตร โรยก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และปูนภูไมท์ คลุกส่วนผสมทั้งสามชนิดให้เข้ากันในหลุม ก่อนนำต้นมะละกอที่เพาะไว้ลงปลูก หลังจากปลูกต้นมะละกอแล้ว ให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ทุกวันจนครบ 1 อาทิตย์   จากนั้นจึงเปลี่ยนมารดน้ำวันเว้นวันทุก 15 วัน และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เมื่อมะละกออายุได้ 2 เดือน มะละกอจะเริ่มออกดอก ผู้ปลูกต้องตัดต้นมะละกอที่สมบูรณ์ไว้ โดยคัดจากดอกที่ออกมา ถ้าดอกออกมามีลักษณะเป็นก้านยาวห้อยลงมา นั่นคือดอกตัวผู้ แต่ถ้าดอกมีลักษณะยาวเรียกว่า  ดอกกระเทยหรือดอกสมบูรณ์เพศ  ออกตามง่ามใบมีดอกในก้านเดียวกัน ถ้าเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อสั้น ๆ เรียกว่าดอกตัวเมียการเลือกต้นมะละกอให้เลือกต้นกระเทยไว้ก่อน ให้เหลือเพียงต้นเดียวในหลุมที่ปลูก หากไม่มีต้นกระเทยให้เลือกต้นตัวเมีย ส่วนต้นตัวผู้ให้ตัดทิ้งให้หมดและใส่ปุ๋ยคอกเพื่อบำรุงต้น รดน้ำวันเว้นวัน   โดยสังเกตจากสภาพดิน หากดินแห้งมากต้องรดน้ำทุกวันในระหว่างนี้ทุก 1 เดือน   ต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เดือนละครั้ง   นับตั้งแต่ออกดอก จนย่างเข้าเดือนที่ 3  ให้เปลี่ยนมาใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 เมื่อครบ 5 เดือนผลก็จะเริ่มสุก พร้อมที่จะเก็บขายได้ ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดในพื้นที่ หรือขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้าคนกลาง สถานที่ให้คำปรึกษา กองส่งเสริมพืชไร่กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 561-4879 สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ ข้อแนะนำ การปลูกมะละกอต้องใช้น้ำ และต้องจำกัดเนื้อที่ปลูกเพื่อ ไม่ให้ผลผลิตออกมาล้นตลาด ด้านการตลาดควรติดต่อแหล่งรับซื้อที่เป็นขาประจำรับไป พันธุ์มะละกอที่ควรปลูก ควรเลือกพันธุ์แขกดำ แขกนวล และแก้มแหม่ม   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน   PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 25,000 บาท / ไร่ / ปี   รายได้ 200,000 บาท/ไร่/ปี   วัสดุอุปกรณ์ กิ่งพันธุ์มะนาว ปุ๋ย สารเคมี เครื่องปั้มน้ำ สายยาง จอบ   แหล่งจำน่ายวัสดุอุปกรณ์ ร้านค้าขายอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป   วิธีดำเนินการ การเตรียมพื้นที่ปลูก ถ้าเป็นที่ลุ่มให้ทำคันดินให้มีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่าแนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5x5 เมตร แต่ถ้าเป็นพื้นที่ดอนควรไถพรวนดินเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4x4-6x6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน วิธีการปลูก ควรปลูกในฤดูฝน โดยขุดหลุมให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกันในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม จากนั้นนำต้นกล้าวางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงแล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุมกดบริเวณโคนต้นให้แน่น จากนั้นหาฟางข้าว หญ้าแห้ง มาคลุมโคนต้น รดน้ำให้โชก และหาทางมะพร้าวมาปักพรางแสงแดด การให้น้ำ ต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย หลังจากปลูกประมาณ 15วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้วให้น้ำเดือนละ 2-3ครั้ง และควรหาวัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น และควรเริ่มงดให้น้ำตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมจนถึงช่วงออกดอกเพื่อให้มะนาวสะสมอาหารให้สูง ถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ปกติมะนาวจะออกดอกช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม หลังจากมะนาวออกดอกและกำลังติดผลอ่อน เริ่มให้น้ำตามปกติ โดยให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะช่วงนี้มะนาวต้องการน้ำมาก การใส่ปุ๋ยหลังจากมะนาวอยู่ได้ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกประมาณต้นละ ½ กิโลกรัม กรณีใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่หลังจากพรวนกำจัดวัชพืชแล้ว โดยใส่บริเวณรอบทรงพุ่มแล้วควรรดน้ำตามเพื่อให้ปุ๋ยละลาย เมื่อมะนาวอายุได้ 1ปี ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณต้นละ 3ขีด    และเมื่อมะนาวอายุได้ 2ปี ให้ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้งๆ ละ 1 กิโลกรัม เมื่อเริ่มปีที่ 3 มะนาวเริ่มให้ผลผลิต การใส่ปุ๋ยช่วงระยะก่อนออกดอก ประมาณ 1–2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 0-52-34 ในระยะเร่งการออกดอกประมาณ ½ - 1 กิโลกรัม/ต้น ปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับอายุของพืช โดยใส่ปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น การเก็บเกี่ยว การเก็บผลมะนาว ถ้าต้นเตี้ยให้ใช้มือปลิด ถ้าต้นสูงนิยมใช้มีดหรือตะขอผูกติดกับด้ามไม้รวกยาว ๆ คล้องและกระตุกผลมะนาวลงมา แต่ถ้าไม่ให้มะนาวบอบช้ำควรใช้ตะกร้อหวาย การเก็บเกี่ยวมะนาวที่แก่ให้สังเกตจากด้านขั้วของผล เริ่มมีสีเหลืองเล็กน้อย ผิวเปลือกเรียบบางใสมีสีเขียวอ่อนกว่าผลที่ยังไม่แก่ เมื่อบีบดูค่อนข้างนุ่มมือ โรคและแมลงที่สำคัญ โรคแคงกอร์ มีลักษณะใบและผลเป็นแผลกลม ฟูนูน คล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองเข้ม ถ้าเป็นมากต้นจะโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลง วิธีป้องกันกำจัด โดยตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย โรคราดำ มีลักษณะใบ กิ่งก้านและผลมีสีดำ ต้นมะนาวจะแคระแกร็น วิธีป้องกัน ตัดส่วนที่เป็นโรคเผาไฟ และฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัดแมลงที่เป็นสาเหตุ หนอนชอนใบ จะทำความเสียหายกับมะนาว ให้ใช้สารเคมีกลุ่มคาร์บาริล          มาลาโชออน ในอัตราที่ฉลากกำหนด หนอนกินใบ กัดกินใบอ่อนและยอดอ่อน ป้องกันโดยการทำลายไข่และตัวหนอนและฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มเมทามิโดฟอส 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทั่วต้น ตลาด/แหล่งจำหน่าย ส่งพ่อค้า-แม่ค้าในตลาดสด   สถานที่ให้คำปรึกษา กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร โทร 0-2561-4878 สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ ข้อแนะนำ วิธีเก็บรักษามะนาวไว้ได้นาน ต้องคัดผลมะนาวเสียก่อน โดยเลือกเอาผลที่มี       สีเขียว ไม่มีสีเหลืองปน นำไปแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น กลอเร็กซ์ ผสมกับน้ำในอัตรา 1 ต่อ 15 ส่วน แช่ไว้นาน 10 นาที แล้วนำมาผึ่งจนให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นบรรจุภาชนะส่งขายตลาด การเก็บมะนาวไม่ควรเก็บมะนาวที่แก่เกินไป เพราะเปลือกจะบางมากทำให้เกิดความเสียหายในการขนส่ง  ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินทุน 100,000 - 150,000 บาท รวม 20 ไร่ (ไม่รวมที่ดิน) ทุนหมุนเวียน 1,000 - 1,500 บาท/แปลง รายได้ 5,000 - 6,500  บาท/แปลง  วัสดุ/อุปกรณ์ จอบ  เสียมหรือพลั่ว  สปริงเกิ้ล  ท่อน้ำ  เครื่องปั้มน้ำ ฯลฯ วัตถุดิบ เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนพันธุ์ใบไผ่  ฟางหรือใบอ้อย  แกลบ  ใบยาสูบ ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาด  ส่งร้านอาหาร  ร้านผักปลอดสารพิษ  ห้างสรรพสินค้า แหล่งจำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์  ร้านขายอุปกรณ์การเกษตร เมล็ดพันธุ์ซื้อได้ที่ตลาดขายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด ปลูกบอนไซ      บอนไซคือศิลปะในญี่ปุ่นแขนงหนึ่งที่พัฒนาขึ้นให้มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร เป็นการเพาะต้นไม้ลงในกระถางขนาดเล็กแล้วดูแลอย่างทะนุถนอม โดยเน้นย่อส่วนต้นไม้ใหญ่ในป่าธรรมชาติให้มาอยู่ในกระถางต้นไม้ (การจำลอง) เพื่อที่จะทำให้เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ในป่าจึงมีการดัดกิ่งก้านให้โค้งงอโดยใช้ลวดยึดไว้ให้อยู่กับที่ หรือให้รากไต่กิ่งก้านบนโขดหิน เนื่องจากเป็นศิลปะใช้เทคนิคที่หลากหลายในการปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้เหมาะสม การปลูกบอนไซจึงถูกจัดให้เป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสารแนบท้าย ที่มา : https://www.jnto.or.th/newsletter/bonsai/          http://www.thaismescenter.com/วิธีปลูกบอนไซ-สร้างรายได้หลักแสน/ PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 135,000 บาท/ 5 ไร่/ ปี (คำนวณเฉลี่ยจากระยะเวลาการปลูก 12 ปี)  เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ  ดังนี้ (1) ต้นทุนคงที่   ค่าเสาร้าน(ค้าง) ท่อน้ำจ่ายตามหลัก  ต้นพันธุ์   ค่าเตรียมดินและหลุมปลูก (750 หลัก x 300 บาท) = 225,000 บาท ค่าอุปกรณ์ให้น้ำและเครื่องสูบน้ำ 30,000 บาท    ค่าปรับพื้นที่ (800 บาท x 5 ไร่) = 4,000 บาท ค่าถังพ่นสารกำจัดแมลงและอุปกรณ์ทำสวน 10,000 บาท  รวม  269,000 บาท (2) ค่าใช้จ่ายต่อปี  ค่าใช้ที่ดิน 1,000 บาท   ค่าปุ๋ยต่าง ๆ และวัสดุคลุมดิน 20,000 บาท  สารกำจัดมดและแมลง 3,000 บาท ดอกเบี้ย (สมมติคิด 6% ตลอด) 269,000 x 6% = 16,140 บาท ฉะนั้นค่าลงทุนในข้อ (1) 12 = 22,417 บาท ค่าปราบวัชพืช 5,050 บาท    เฉลี่ยปีละ 269,000 ค่าสูบน้ำและไฟฟ้า 3,000  บาท ค่าแรง 54,000 บาทกันไว้เป็นค่าใช้จ่ายที่ยังไม่เกิดขึ้นและเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ 10,000 บาท รวม 134,607 บาท (ยังไม่รวมค่าเสื่อมสภาพและค่าบำรุงรักษาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ยานพาหนะขนส่ง  อุปกรณ์สื่อสาร และค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน  เป็นต้น รายได้ 323,726 บาท/ ปี     ก. เมื่อต้นแก้วมังกรมีอายุครบ 12 ปี   คำนวณการเก็บเกี่ยวผลและขายได้ 11 ปี ๆ ละ 4,000 กิโลกรัม/ไร่  จากราคาขายกิโลกรัมละ 25 บาท (4,000 กิโลกรัม x 5 ไร่ x 11 ปี x 25 บาท)  = 5,500,000 บาท    ข. ค่าใช้จ่ายต่อปี 134,607 บาท (134,607 x 12 ปี)  = 1,615,284 บาท  ผลตอบแทนใน 12 ปี 3,884,716 (ก. – ข.) เฉลี่ย 323,726 บาท/ปี =26,977 บาท/ เดือน วัสดุ/อุปกรณ์   เสา (ท่อปูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว  ยาว 2 เมตร  หรือมากกว่า  จำนวน 750 หลักร้านหรือค้างไม้ (ทำจากไม้แดงเพราะทนทานได้ประมาณ 3-5 ปี)   เสาไม้เนื้อแข็งขนาด 3 นิ้ว  ยาว 1 เมตร ตะปูขนาด 2-3 นิ้ว จอบ  เสียม  กรรไกรตัดผล  ทราย  หิน ปูนซีเมนต์ท่อน้ำจ่ายตามหลัก  ต้นพันธุ์ (ราคาตั้งแต่ 40 บาท 50 บาท 100 บาทขึ้นไป)  มีด  ถุงมุ้งเชือกฟาง  อุปกรณ์ให้น้ำและเครื่องสูบน้ำ  ถังพ่นสารกำจัดมด  แมลง   และอุปกรณ์ทำสวน  ปุ๋ย  วัสดุคลุมดิน  สารกำจัดมด  แมลง แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ไม้แดงและเสาท่อปูนจากร้านขายวัสดุก่อสร้าง และร้านขายไม้ก่อสร้าง  (ถ้าไม่มีขนาดที่ต้องการอาจใช้วิธีสั่งทำ  วัสดุอื่นจากร้านขายอุปกรณ์การเกษตร  และกิ่งพันธุ์ตลาดนัด สวนจตุจักร  งานเกษตรแฟร์   สวนใหญ่ ๆ ที่ทำกิ่งพันธุ์แก้วมังกรขาย     ชนิดของแก้วมังกร พันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง ได้แก่  พันธุ์บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี  สวนจันทบุรี ฯลฯ พันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดง  ได้แก่ โมน่าแดนซิส  เอสคิวอินทเลนซิส คอสต้าลิเซนลิส โปลีไรซีส พันธุ์ผิวทอง เนื้อขาว การเลือกกิ่งพันธุ์ ควรเป็นกิ่งพันธุ์ที่รู้จักกันแพร่หลาย และได้รับการยอมรับจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เจริญเติบโตได้ดี  ปัญหาศัตรูพืชน้อย ให้ผลจำนวนมาก รสชาดดีถูกใจผู้บริโภค  และมีการทดลองปลูกได้ผลดีในหลายพื้นที่  และสามารถพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกได้ เลือกใช้กิ่งพันธุ์จากสวนที่ประสบความสำเร็จแบบมืออาชีพและมีมาตรฐานในการผลิตกิ่งพันธุ์ วิธีการปลูก กำหนดระยะห่างระหว่างต้น 3.5 เมตร และระหว่างแถว 3 เมตร(หรือ 3 ม. X 4 ม.) ขุดหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร  เพื่อปักเสา   โดยขุดให้กว้างกว่าเสาเล็กน้อย นำเสาไม้ขนาดหน้ากว้าง 3  นิ้ว  มาเสี้ยมให้ปลายแหลมเป็นลิ่ม  ตอกลงกลางหลุมใช้ตะปู 4-5 ตัว ตอกบนเสาให้หัวตะปูโผล่ขึ้นมา ทั้งนี้ต้องตอกเสาให้โผล่พ้นหลุม10-12 เซนติเมตร นำท่อปูนมาใส่ในหลุมที่มีเสาไม้ปักอยู่ให้ตั้งฉากกับพื้นดิน (เสาจะอยู่ภายในท่อปูน)ใส่ดินลงข้างๆ เสาปูนด้านนอกให้เต็มหลุม  กลบให้แน่นพอควร ผสมปูนซีเมนต์ หินและทรายลงในท่อปูนให้มิดหัวตะปูทิ้งไว้ 2 วัน ปูนซีเมนต์จะแข็งตัวและยึดติดกับเสา ทำให้เมื่อใส่น้ำในท่อเสาปูนจะไม่ร้อน นำไม้แดงมาต่อบนหัวเสาเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเพื่อเป็นร้านให้แก้วมังกรเลื้อย ขุดหลุมข้าง ๆ เสาทั้งสี่ด้าน ขนาดกว้าง 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ให้จุดศูนย์กลางหลุมห่างจากเสา 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ที่ก้นหลุม 1 ช้อนแกง/หลุมและนำแกลบเก่ามาผสมปุ๋ยคอกอย่างละเท่า ๆ กันเทก้นหลุม ๆ ละครึ่งปี๊บ ใช้มีดกรีดถุงพันธุ์ 2  ด้านตรงกัน  ดึงพลาสติกแบะออกเป็น 2 ด้าน ประคองวัสดุปลูกที่ติดกับต้นแก้วมังกรใส่ตรงกลางหลุม (ระวังอย่าให้ต้นช้ำและรากขาด)   โดยหันด้านแบนของต้นเข้าหาเสา และให้รากอยู่ตำแหน่งผิวดินไม่เกิน 5  เซนติเมตร จัดลำต้นให้เอนเข้าหาเสาเล็กน้อย  เอาดินกลบ  ใช้เชือกฟางมาผูกลำต้นชิดติดกับเสา รดน้ำให้ชุ่มเสมอสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถ้าอากาศร้อนจัดให้บังแดดด้วยทางมะพร้าวหรือกิ่งไม้ที่หาได้ง่าย ใช้สายยางฉีดน้ำลงไปในเสาปูนจนเกือบเต็ม ใส่ปุ๋ยสูตร 15–15–15  ผสมกับ?ูไมต์ในอัตรา 4 : 1 มูลไก่ 1 ถ้วยต่อหลัก เดือนละ 1 ครั้ง นำจุลินทรีย์อีเอ็มมาผสมกากน้ำตาลและน้ำ รดเป็นระยะ ๆ เมื่อต้นแก้วมังกรแตกกิ่งออกมาเป็นจำนวนมากต้องตัดทิ้งให้หมด และปล่อยให้ต้นเจริญเติบโตจนถึงปลายหลักและขึ้นค้าง จัดกิ่งให้กระจายไปทั่วค้างเพื่อความสมดุล และมัดกิ่งให้อยู่กับร้าน ต้นแก้วมังกรจะเริ่มออกดอกภายในระยะเวลา 8 เดือน ให้เริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 และเมื่อติดผลอ่อนกลีบดอกที่อยู่ปลายผลแก้วมังกรจะแห้งแต่ไม่ร่วง (เป็นที่อาศัยของมดดำ) ให้ดึงกลีบดอกที่แห้งออกเพื่อให้ผลโตเร็ว เมื่อต้นแก้วมังกรติดผลให้เลือกผลที่สมบูรณ์ไว้ไม่เกินกิ่งละ 2-3 ผล  ผลที่เลื้อยถึงดินให้ใช้เชือกโยงขึ้นไม่ให้ผลติดกับดินและสวมถุงมุ้งเพื่อป้องกันนกและแมลงวันผลไม้  ส่วนกิ่งก็ตัดแต่งออก ภายหลังจากที่ต้นแก้วมังกรออกดอกแล้ว 45 วัน  ผลจะสุก  สามารถเก็บขายได้ต้นแก้วมังกรจะออกดอกและติดผลไปเรื่อยๆ ( ต้นเดือนพฤษภาคม - ปลายตุลาคม ) กิ่งที่ออกดอกแล้วจะไม่ติดผลอีกให้ตัดทิ้งเพื่อให้แตกกิ่งใหม่กิ่งพันธุ์ส่วนที่ตัดออก สามารถนำไปขยายพันธุ์โดยการปักชำในที่ร่มรำไร ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์  จะเริ่มออกรากและแตกยอด เมื่อปักชำกิ่งพันธุ์ได้ 6-7 สัปดาห์  ลำต้นจะยังอ่อนหักง่ายให้ใช้หลักปักและเชือกผูกกิ่งติดกับหลัก วัสดุที่ใช้ปักชำ ถุงดำ  แกลบดำ  ทรายหยาบ  ขุยมะพร้าว  กิ่งพันธุ์ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีมีสีใบเข้ม  สะอาด  ไม่มีตำหนิ  อ้วนและสมบูรณ์แข็งแรง  ความยาว 25-40 เซนติเมตรหรือมากกว่า การบำรุงรักษาระหว่างชำ  รดน้ำให้วัสดุชื้นอยู่เสมอ  ระวังอย่าให้มีมดคันไฟ หากมีต้องรีบกำจัด  เมื่อต้นพันธุ์อายุได้ 1-2 เดือน  ควรใช้ปุ๋ยสูตร15-15-15  หรือ  16-16-16    (อัตรา 1 ช้อนแกง : น้ำ 20 ลิตร)   ให้รด 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง  ใช้ 4-5 เดือน รากและยอดแก่ที่แข็งแรงสามารถย้ายปลูกได้ ศัตรูของผลแก้วมังกร  มดคันไฟ  เพลี้ยอ่อน (ตอมยอด)  ด้วงค่อมทอง (แทะกินกลีบผล)  หนอน (เจาะเปลือกและเนื้อ)  เพลี้ยหอย (เกาะที่ปลายผล)  พวกม้วนนักกล้าม (สันนิษฐานว่าทำให้ผิวของผลแก้วมังกรเป็นจุดคล้ายหนาม)  หนอนแมลงวัน  นกและหนู (เจาะทำลายผล) เพลี้ยไฟ(ผิวผลจะกร้านและตกกระลายพบน้อยมาก)  หนอนบุ้ง  เพลี้ยแป้ง  ด้วงปีกแข็ง และต้องระวังมิให้สัตว์เลี้ยง  เป็ด  ไก่และห่านขุดคุ้ยโคนต้นได้  โรคพืชอื่น ๆ ข้อแนะนำ พันธุ์ที่นิยมปลูก  ได้แก่ พันธุ์เวียดนาม  เนื้อขาวเปลือกแดง  ผลผลิต 2 ผล/กิโลกรัม พันธุ์ไทย  ผลผลิต 3-4 ผล/กิโลกรัม  มีรสหวาน  เมล็ดกรอบอร่อยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค พันธุ์ลูกผสม (เวียดนามกับไทย)  มีรสหวานอมเปรี้ยว  ผลมีขนาดกลาง พันธุ์ที่พบเห็นในท้องตลาด คือพันธุ์เบอร์ 100 ของสวนบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีและพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดงของสวนจังหวัดชลบุรีและจันทบุรี ตลาด/แหล่งจำหน่าย ส่งตลาด อตก.  ตลาดสี่มุมเมือง  ตลาดไท  ตลาดจตุจักร  ห้างสรรพสินค้า  ซุปเปอร์มาร์เก็ต  บริษัทส่งออกผักและผลไม้ต่างประเทศ  และตลาดผลไม้ทั่วไป ข้อเสนอแนะ  ไม่ควรผลิตผลแก้วมังกรออกมามากจนเกินพอ  และออกมาตรงกับผลไม้อื่น ๆ  แก้วมังกรเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพน่าจะมีภาษีมากกว่าผลไม้หลาย ๆ ชนิด  ถ้าผลผลิตออกมาจำนวนมาก  เช่น  ทุเรียน  เงาะและมะม่วง  ราคาก็ถูกลงตามส่วน  แก้วมังกรในประเทศไทยคาดว่าน่าจะมีแนวโน้มแบบชมพู่  คือมีราคาต่ำจนถึงราคาสูงมาก ไม่ควรนำแก้วมังกรส่งตลาดในตอนบ่ายหรือเย็น  ซึ่งผู้ซื้อกลับบ้านแล้ว  อาจต้องขายแบบทิ้งทวนหรือเลหลังโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนค่าใช้จ่าย  ไม่รู้ราคาในท้องตลาด  ราคาผลแก้วมังกรขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าและช่วงเวลา  โดยเฉพาะช่วงสินค้าขาดตลาดจะขายได้ราคาสูง  ยังไม่รวมผลผลิตนอกฤดูกาล  ช่วงปีใหม่และตรุษจีนราคาจะสูงกว่าที่คำนวณไว้ ต้องยอมรับว่าผลผลิตบางส่วนขายไม่ได้หรือต้องเลขาย   เพราะคุณภาพไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด  ข้อสังเกต   ผลตอบแทนจะมากขึ้น/ลดลง  หรือขาดทุนไม่พอค่าใช้จ่าย  ขึ้นอยู่กับ การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของผลผลิตแก้วมังกร  และราคาขายผลแก้วมังกรสูงขึ้น/ต่ำลง ค่าใช้จ่ายแต่ละปีประมาณการไว้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพในการดำเนินการและการบริหารสวน ภัยธรรมชาติ  และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง รัฐไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด รายได้ ประมาณ 24,000 บาท ขึ้นไป/ไร่/รุ่น วัสดุ/อุปกรณ์ กระบะเพาะ จอบ เสียม เครื่องฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย บัวรดน้ำ แหล่งจำหน่ายเมล็ดดาวเรือง ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร้านขายสินค้าเกษตร เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 15,000 บาท ขึ้นไป / ไร่ ( ไม่รวมค่าที่ดิน ) (เมล็ดดาวเรืองราคา 0.80 – 1บาท/เมล็ด ใช้ปลูก 8,000 กว่าเมล็ด/ไร่) วิธีดำเนินการ ดาวเรืองมีหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับปลูกเพื่อตัดดอกไปจำหน่าย ได้แก่ พันธุ์ ซอฟเวอร์เรน ทอรีดอร์ และดับเบิ้ล-อีเกิ้ล ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ 8.5-10 เซนติเมตร การขยายพันธุ์  ทำได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำ แต่วิธีที่นิยมทำคือ การใช้เมล็ด เพราะได้จำนวนมากกว่า โดยนำเมล็ดดาวเรืองมาเพาะ      ในกระบะเพาะ ซึ่งมีวัสดุเพาะ คือ ขุยมะพร้าว ทราย ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 1:1:1:1 หรือแปลงเพาะที่มีดินร่วนซุยค่อนข้างละเอียด คราดดินให้ผิวดินเรียบสม่ำเสมอ ทำร่องบนกระบะเพาะหรือแปลงเพาะให้ลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร แต่ละร่องห่างกัน 5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดลงร่องห่างกัน 1-2 นิ้ว แล้วกลบแต่ละร่องด้วยวัสดุเพาะ หรือดินละเอียดเพียงบางๆรดน้ำด้วยฝักบัวฝอยให้ชุ่ม แล้วคลุมกระบะเพาะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือคลุมแปลงเพาะด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อรักษาความชื้น เมล็ดดาวเรืองจะงอกภายใน 3-5 วัน เป็นต้นกล้า การปลูก ไถเตรียมดิน หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไป ประมาณ       1 ตัน/ไร่ ยกร่องแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร รดน้ำแปลงไว้  ล่วงหน้า 1 วัน ขุดหลุมกว้าง 15 เซนติเมตร แปลงละ 3 แถว ระยะระหว่างแถว 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยทริบเบิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟส หรือสูตร15-15-15 ประมาณ       1 ช้อนชา รองก้นหลุม แล้วเกลี่ยดินข้างหลุมมากลบปุ๋ย  เล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้รากดาวเรืองสัมผัสปุ๋ยโดยตรง นำต้นกล้าที่มีอายุ 7-10 วัน ( นับจากวันเพาะเมล็ด ) โดยแยกต้นกล้าให้มีวัสดุเพาะ หรือดินหุ้มติดรากมาด้วย เพื่อป้องกันรากกระทบกระเทือนนำมาปลูกในแต่ละหลุมที่เตรียมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้น ต้องรดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 7 วัน ซึ่งต้นกล้า จะตั้งตัวได้ดี แล้วจึงรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้า ในช่วงที่ดอกเริ่มบานไม่ควรรดน้ำให้โดนดอกเพื่อป้องกันดอกเป็นโรค เมื่อดาวเรืองอายุ 15 และ 25 วัน ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15         ในอัตรา 1 ช้อน : ต้น เมื่ออายุ 35 และ 45 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร  12-24-12 ในอัตราเดียวกัน โดยวิธีฝังลงในดินตื้นๆ ประมาณ ½ นิ้ว ห่างโคนต้น 6 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้ง  ที่ใส่ปุ๋ย ช่วงดาวเรืองอายุ 21-25 วัน ซึ่งเป็นระยะที่ต้นมีใบจริงขนาดใหญ่ ประมาณ 4 คู่ และส่วนยอดมีใบเล็กๆ 1-2 คู่ จะต้องปลิดยอดทิ้งเพื่อให้แตกกิ่งข้าง โดยใช้มือซ้ายจับคู่ใบบนสุดที่จะเหลือไว้ แล้วใช้มือขวาดึงส่วนยอดลงทางด้านข้างจนหลุดออกมา หลังจากนั้น 5-7 วันตาข้างจะเริ่มแตกและเจริญเป็นกิ่งใหม่ ซึ่งจะติดตุ่มดอกทั้งที่ตายอดปลายกิ่ง  และตาข้าง หลังจากปลูก 40-45 วันในแต่ละกิ่ง เมื่อดอกยอดมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพดดอกข้างมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ต้องรีบปลิดดอกข้างออกให้หมดภายใน 2-3  วัน คง   หลือดอกยอดไว้ดอกเดียว เพื่อให้ดอกมีขนาดใหญ่ 8. หลังจากนั้นประมาณ 20 วัน ( อายุ 60-65 วัน ) ก็ตัดดอกไปจำหน่ายได้ ซึ่งจะได้ประมาณ 10-12 ดอก/ต้น โรคและแมลงที่สำคัญ โรคเหี่ยว เกิดจากเชื้อรา ควรฉีดพ่น ด้วยสารเคมีแมนโคเซ็บสลับกับคาร์เบนดาซิม และถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย เพลี้ยไฟ ควรฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลง เช่น โตกุไรออน อัตรา 30 ซีซี:น้ำ 20 ลิตร สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตอนเช้า 4-5 สัปดาห์ หนอนกระทู้หอม ควรฉีดพ่นด้วยเชื้อไวรัส NPV หรือสารกำจัดแมลงแคสเคด อัตรา 20-40 ซีซี:น้ำ 20 ลิตร ตลาด / แหล่งจำหน่าย ปากคลองตลาด ร้านจัดดอกไม้สด สถานที่ให้คำปรึกษา กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 561-4879 สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ  ข้อแนะนำ เมล็ดดาวเรืองที่ยังไม่พร้อมที่จะปลูก ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นช่องแช่ผัก จะช่วยให้เปอร์เซ็นต์  การงอกลดลงไม่มากนัก ดาวเรืองสามารถปลูกได้ปีละประมาณ 3 รุ่น  เก็บดอกได้ 5-7 ครั้ง/รุ่น  แล้วต้องโละแปลงปลูกใหม่   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 35,000 บาท/ไร่ (ไม่รวมค่าที่ดิน) ต้นกุหลาบที่ได้จากการชำกิ่ง ราคาต้นละ 5-8 บาท รายได้ ประมาณ 45,000 บาท/ไร่/เดือน อุปกรณ์ ที่ดิน ต้นกุหลาบ จอบ เสียม พลั่ว กรรไกรตัดแต่งกิ่ง ปุ๋ย แหล่งจำหน่ายต้นกุหลาบ ตลาดนัดจตุจักร, ตลิ่งชัน, คลอง 15 อำเภอองครักษ์             จังหวัดนครนายก วิธีดำเนินการ รูปแบบการปลูก  ปลูกบนร่องสวน แต่ละแปลงปลูกไม่เกิน 3 แถว  ปลูกกลางแจ้ง หรือปลูกใต้หลังคาพลาสติก แปลงปลูกกว้างประมาณ 1 เมตร แต่ละแปลงปลูก 2 แถว เว้นทางเดิน 50 เซนติเมตร วิธีปลูก  เตรียมแปลงดินลึก 50 ซ.ม. ใส่ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต 250 กิโลกรัม/100 ตารางเมตร ปุ๋ยโปแตสเซียมไนเตรท 60 ก.ก./100 ตร.ม. ปรับเนื้อดินให้ร่วนโดยใส่เปลือกถั่วปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยคอกเก่าๆ 60 ก.ก./100 ตร.ม. นำต้นกุหลาบปลูกลงดิน กดดินรอบต้นให้แน่นเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้รากเจริญ แล้วรดน้ำตามทันที เพราะกุหลาบต้องการความชื้นสูง ไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันถ้าสภาพดินชุ่มชื้นพอ ไม่ควรรดน้ำให้โดนใบ เพราะโรคที่อยู่ตามใบหรือกิ่งอาจ แพร่กระจายได้ ในระยะแรกของการปลูก ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนสูง ทุก 15 หรือ 30 วัน 1 กำมือ/ต้น โดยพรวนดินตื้น ๆ แล้วโรยปุ๋ยกระจายรอบ ๆ ต้น จากนั้นรดน้ำตาม เมื่อกุหลาบเริ่มให้ดอก ควรใช้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมสูงควบคู่กันเพื่อเร่งดอก  การกำจัดวัชพืช ใช้แรงคนเก็บถอนหรือใช้สารเคมีฉีดพ่น         โดยระวังไม่ให้ถูกต้นหรือใบกุหลาบ การขยายพันธุ์ นิยมทำ 3 วิธี คือ การตัดชำ การตอน และการติดตา การใช้ต้นพันธุ์จากการติดตาปลูกจะได้ระบบรากที่ดีและแข็งแรง แต่มีราคาแพง การตัดแต่งกิ่ง เมื่อตากุหลาบเริ่มแตก ควรเด็ดยอดเหนือใบสมบูรณ์ใบที่สอง เป็นระยะเวลา 2-3 เดือน เพื่อให้กิ่งกระโดงแตก ตัดแต่งกิ่งให้เป็นพุ่มกุหลาบโปร่งและไม่สูงเกินไป  ควรตัดดอกกุหลาบในระยะที่ยังหุบแน่นที่สุด แต่สามารถบานได้เมื่อปักแจกันใส่น้ำธรรมดา และตัดในช่วงเช้าหรือเย็น หลังจากตัดดอกแล้วไม่ควรริดใบหรือหนามออก นำไปแช่ในน้ำอุ่น อุณหภูมิ 41-43 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที เพื่อให้ดอกกุหลาบดูดน้ำได้เต็มที่ก่อนที่จะนำกุหลาบส่งไปขาย ต้องมีการคัดเกรด ดังนี้ เกรดพิเศษ ความยาวก้านดอกตั้งแต่ 60 เซนติเมตร ขึ้นไป เกรดเอ ความยาวก้านดอกตั้งแต่ 50 เซนติเมตร เกรดบี ความยาวก้านดอกตั้งแต่ 40 เซนติเมตร เกรดซี ความยาวก้านดอกตั้งแต่ 30 เซนติเมตร  ดอกที่มีความยาวก้านดอกน้อยกว่า 30 เซนติเมตร ถือว่าเป็นดอกตกเกรดหลังจากนั้น จึงนำมาเข้ามัด โดยจัดให้ส่วนบนของดอกเสมอกัน ห่อด้วยกระดาษและตัดก้านให้เสมอกัน จำนวนดอก    ในแต่ละมัดขึ้นอยู่กับขนาดดอกและความต้องการของตลาด ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดสด ปากคลองตลาด ร้านจัดดอกไม้สด สถานที่ขอคำปรึกษา กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 0-2561-4879 สถานที่ฝึกอบรม สำนักงานเกษตรจังหวัด, สำนักงานเกษตรอำเภอ ข้อแนะนำ  ควรมีการคลุมแปลงปลูกกุหลาบ โดยใช้วัสดุง่าย เช่น   หญ้าแห้ง ฟางข้าว ซังข้าวโพด เป็นต้น เพื่อรักษาความความชื้น อุณหภูมิ รวมทั้งเพิ่มความโปร่งของดินและป้องกันวัชพืช  การเก็บรักษาดอก มี 2 วิธี คือ นำไปแช่ในน้ำยารักษาสภาพดอกไม้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เก็บได้นาน 4-5 วัน ใส่กล่องรองด้วยพลาสติกเก็บไว้ในห้องเย็น อุณหภูมิ      0.5-3 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 1-2 สัปดาห์  ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการปลูกกุหลาบได้ที่ กองส่งเสริม  พืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร โทร.0-2561-4879 สถานที่ฝึกอบรม สำนักงานเกษตรจังหวัด, สำนักงานเกษตรอำเภอ   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด ปลูกกล้วยไม้    วิธีการปลูกเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยบังคับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ ถ้าใช้วิธีการปลูกที่ไม่เหมาะสมกล้วยไม้ก็ไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร ดังนั้นผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้จึงจำเป็นต้องศึกษาความต้องการของกล้วยไม้แต่ละชนิด เลือกภาชนะปลูกและเครื่องปลูก รวมทั้งวิธีการปลูกให้เหมาะสมกับกล้วยไม้ชนิดนั้นๆ ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่มา : http://kluaymai.freetzi.com/sell.html     PDF ดาวน์โหลด ปลูกกล้วยไข่ PDF ดาวน์โหลด ทำไร่นา สวนผสม PDF ดาวน์โหลด ทำปุ๋ยชีวภาพจากเศษอาหาร PDF ดาวน์โหลด ทำนาบัว PDF ดาวน์โหลด ต้นไม้ฟอกอากาศ      ช่วง “โควิด-19” ที่ทุกคนจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม และลดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ใกล้ชิดกับบุคคลอื่น ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค ทำให้ “บ้าน” กลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนต้องอยู่ และควรอยู่ ในสภาวการณ์ที่ไม่ปกติแบบนี้ การหากิจกรรมยามว่างที่สามารถทำได้ที่บ้าน จึงกลายเป็นเทรนด์ทุกคนหันมาให้ความสนใจ      หนึ่งในนั้นคือการ “ปลูกต้นไม้” ในบ้าน ทั้งที่ทำเพื่อเป็นกิจกรรมคลายเหงา ทำเพื่อความอยู่รอด ไปจนถึงการปลูกเพื่อบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะปลูกด้วยสาเหตุอะไร พฤติกรรมเหล่านี้ก็ทำให้ “ธุรกิจขายต้นไม้” เติบโตขึ้นสวนกระแสวิกฤติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจต้นไม้เติบโตไม่ได้มาจากแค่การจำหน่ายต้นไม้ตามปกติ แต่มีลูกเล่นจากการทำการตลาด และการเลือกพันธุ์ต้นไม้ที่กำลังอยู่ในกระแสนิยม ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสารแนบท้าย ที่มา : https://pantip.com/topic/34082119 PDF ดาวน์โหลด การเพาะเลี้ยงสไปรูไลน่า PDF ดาวน์โหลด การปลูกบวบ PDF ดาวน์โหลด เพาะเห็ดชนิดต่าง ๆ PDF ดาวน์โหลด เพาะถั่วงอก PDF ดาวน์โหลด

  ๐ หมวดเลี้ยงสัตว์

  ๐ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม

เงินทุน ประมาณ  9,000 – 10,000 บาท รายได้ 300 – 500 บาท / วัน แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ห้างสรรพสินค้า  ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ขั้นตอน / วิธีการทำ โดนัทเค้ก ส่วนผสม แป้งเค้ก ผงฟู  วานิลาผง มาการีน  น้ำตาลทราย เกลือ ไข่ไก่ นมสด น้ำ    วิธีการทำ ร่อนแป้ง ผงฟู วานิลา รวมกันพักไว้ ตีมาการีน  น้ำตาล  เกลือและไข่เข้าด้วยกันจนน้ำตาลละลาย เติมนมสดคนให้เข้ากัน ใส่แป้งสลับกับน้ำคนให้เข้ากันอีกครั้งพักไว้ 30 นาที ตักใส่เครื่องหยอด  หยอดลงไปทอดในน้ำมันความร้อนปานกลาง  หมั่นกลับไปมาจนเหลืองทั้งสองด้านตักขึ้นใส่ภาชนะ โดนัทไส้แยม ส่วนผสม แป้งขนมปัง  แป้งเค้ก ยีสต์สำเร็จ ผงฟู นมผง น้ำตาล เกลือ ไข่ไก่ น้ำ มาการีน วิธีการทำ   ผสมของแห้งทั้งหมดเข้าด้วยกัน  เติมไข่และน้ำพอแป้งจับตัวเป็นก้อนใส่มาการีนลงไปผสมต่ออีก  10  นาทีจนแป้งเนียน นำขึ้นมาแบ่งก้อนละ  30  กรัม  ปั้นกลม  กดให้แบนวางบนถาดทาไขมัน นำไปทอดในไขมันพืชความร้อนปานกลางพอเหลืองตักขึ้นพักไว้ให้เย็น บีบแยมใส่เข้าตรงกลางของโดนัท โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง  แยมที่ใช้จะเป็นสตอรเบอรี่  ส้ม  สับประรด  ฯลฯ โดนัทไส้เผือก ส่วนผสม แป้งขนมปัง  แป้งเค้ก ยีสต์สำเร็จ  ผงฟู น้ำตาลทราย เกลือ ไข่ น้ำ ไขมันพืช วิธีการทำ ผสมของแห้งทั้งหมดเข้าด้วยกัน เติมน้ำและไข่  พอแป้งจับตัวกันเป็นก้อนเติมเนยขาวผสมต่อ  10 - 12  นาที  จนแป้งเนียน นำแป้งขึ้นมาพักสักครู่ แบ่งก้อนละ  50  กรัม นำมาคลึงออกให้ยาวใส่เผือกกวน  ห่อให้สนิท  คลึงออกให้เป็นเส้นยาว จับหัวท้ายชนกันบิดให้เป็นเกลียว  นำไปชุบไข่ขาวผสมน้ำเกลือกกับเกล็ดขนมปัง วางบนถาดพักให้ขึ้นสองเท่า นำไปทอดในน้ำมันพืชความร้อนปานกลางพอเหลืองกลับอีกด้าน ตักขึ้นใส่ภาชนะ                                           โดนัทช็อกโกเลต ส่วนผสม แป้งขนมปัง แป้งเค้ก ยีสต์สำเร็จ ผงฟู น้ำตาลทราย  เกลือ ไข่ น้ำ มาการีน ผงโกโก้ นมสด วิธีการทำ ผสมของแห้งทั้งหมดเข้าด้วยกัน เติมไข่  นมสดและน้ำพอจับตัวเป็นก้อน  เติมมาการีนผสมต่อ  10 - 20  นาที นำแป้งขึ้นมา  แบ่งก้อนละ  50  กรัม ใช้นิ้วเจาะตรงกลางแล้วหมุนให้เป็นวง วางในถาดที่ทาไขมัน พักให้ขึ้นสองเท่า นำไปทอดในน้ำมันพืชพอเหลืองตักขึ้น พักให้เย็นแต่งด้วยช็อกโกแลต ตลาด / แหล่งจำหน่าย ตลาดแหล่งชุมชน  ห้างสรรพสินค้า สถานที่ให้คำปรึกษา โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ค่าอุปกรณ์ประมาณ 3,000 บาท ทุนค่าวัตถุดิบขึ้นอยู่กับปริมาณการทำ   รายได้ 2,500บาท /ทุน 1,500 บาท (ขายขีดละ 20 บาท)   วัสดุ/อุปกรณ์ เครื่องบด กะละมังสแตนเลส มีด ครก เขียง เตาแก๊ส กระทะ ตะหลิว หม้อ กระชอนฯลฯ   วัตถุดิบ ปลาชิ้งชั้ง/เนื้อปลาทะเลย่างหั่นเป็นชิ้นเล็ก 5 กิโลกรัม   ไตปลาทู 2 กิโลกรัม  เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบแห้ง 1 กิโลกรัม น้ำ 4 ถ้วยตวง  พริกขี้หนูแห้ง ตะไคร้ ข่า หอมแดง กระเทียม ขมิ้น ลูกมะกรูด ใบมะกรูด พริกไทยดำ กะปิ เกลือ น้ำตาล วิธีทำ นำตะไคร้ ข่า และผิวมะกรูดมาหั่น จากนั้นนำพริกขี้หนูแห้ง ขมิ้น ผิวมะกรูด กระเทียม หอมแดง พริกไทยดำมาผสมกันในอัตราส่วนที่ต้องการ นำส่วนผสมทั้งหมดมาเข้าเครื่องบด ตักส่วนผสมที่ละเอียดแล้วออกมาใส่ครก ใส่กะปิ โขลกให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกันพักไว้ และนำปลาชิ้งชั้งมาบด เทไตปลาทูลงในหม้อใส่น้ำพอสมควร ใส่ข่าทุบ 1 แง่ง ตะไคร้ทุบ 2-3 ต้น ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ (เพื่อดับกลิ่นคาวไตปลา) เสร็จแล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ นำน้ำพริกเครื่องแกง 4 กิโลกรัม มาละลายกับน้ำที่เตรียมไว้ และนำไตปลาทูมาใส่ในกระทะตั้งไฟความร้อนปานกลาง พอน้ำเดือดใส่ปลาชิ้งชั้งบด ใบมะกรูดฉีกแล้วคนไปเรื่อย ๆ ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่คั่วกรอบแล้ว ชิมรสให้พอดี (ถ้าเค็มไปใส่น้ำตาล ถ้าจืดให้ใส่เกลือหรือปลาเค็มป่น) คนต่อไปจนแห้ง ยกลงทิ้งไว้ให้เย็นบรรจุใส่ภาชนะเพื่อจำหน่าย ผัก/เครื่องเคียง สะตอ แตงกวา ถั่วฝักยาว ขมิ้นขาว มะเขือ ฯลฯ ตลาด/แหล่งจำหน่าย ร้านค้าทั่วไป ตลาดนัดตามหมู่บ้านจัดสรร ออกบูธในซุปเปอร์มาร์เก็ต/ห้างสรรพสินค้า ข้อแนะนำ การทำเครื่องแกงควรใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ จะช่วยเพิ่มกลิ่นแกงให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น สามารถใส่ไว้ในตู้เย็นช่องอุณหภูมิที่เหมาะสม จะเก็บได้นาน 1-2 เดือน   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ทุนค่าอุปกรณ์ประมาณ 3,000 บาท ทุนค่าวัตถุดิบประมาณ 800บาท/120 ขวด รายได้    1,000-1,200 บาท/120 ขวด (ราคาขาย 10 บาท/ขวด หรือ100 บาท/12 ขวด) วัสดุ/อุปกรณ์   เตาแก๊ส หม้อสแตนเลส กะละมังสแตนเลสเจาะรู กระบวยขนาดล็ก              ไม้พาย ผ้าขาวบาง ถาด กระชอน ขวดพลาสติกแปดเหลี่ยมขนาดเล็ก ตราชั่ง ตลาด/แหล่งจำหน่าย  รังนกนางแอ่นซื้อจากภาคใต้และจังหวัดระยองกิโลกรัมละ 4,500 - 5,000 บาท (ไม่ใช้รังนกเกรดเอเพราะราคาแพง) ส่วนผสม   รังนกนางแอ่น           4 ขีด น้ำสะอาดประมาณ   12 ลิตร ใบเตย                   30 ใบ น้ำตาลกรวด           ½ กิโลกรัม น้ำตาลทราย           2  กิโลกรัม  วิธีทำ   นำรังนกนางแอ่นมาล้างด้วยน้ำสะอาด 3 ครั้ง  แช่น้ำทิ้งไว้   15  ชั่วโมงเพื่อให้รังนกพองตัว ตักรังนกใส่ลงในกะละมังสแตนเลสที่เจาะรูโดยรอบแล้ว                    คัดสิ่งสกปรกออก  และสิ่งที่ไม่ต้องการออกให้หมด นำมาล้างน้ำให้สะอาดโดยเปิดน้ำให้ไหลตลอด  ใช้มือวนล้างไป   เรื่อย ๆ นานประมาณ1 ชั่วโมง  เมื่อรังนกสะอาดดีแล้วตักขึ้นมา         ตั้งพักไว้ เทน้ำสะอาดใส่ลงในหม้อตั้งไฟต้มจนเดือด  เทรังนกที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อแล้วใช้ไม้พายคนให้ทั่ว  รอจนน้ำเดือดพล่านสักครู่แล้ว   ยกลง  จากนั้นนำกระชอนมาวางบนหม้อเพื่อกรอง  เทรังนกลงในกระชอน นำหม้อเบอร์ 30 ใส่น้ำสะอาดแล้วใส่ใบเตยลงไป  ยกขึ้นตั้งไฟ         จนเดือดนานประมาณ15 นาที ใส่น้ำตาลกรวดต้มจนละลายหมด   จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไป       ใช้ไม้พายคนจนละลายหมดประมาณ 10 นาที  ปิดไฟ ปิดฝาอบใบเตยไว้ในหม้อจนน้ำเชื่อมหอมและเย็นสนิทแล้ว               นำผ้าขาวบางมากรองน้ำเชื่อมโดยกรอง 2 ครั้ง นำรังนกที่ทำเสร็จแล้วและน้ำเชื่อมมาผสมกันมาบรรจุใส่ขวดพลาสติก (ขวดต้องผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแล้ว)        ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  ทุนเบื้องต้นประมาณ 5,000 บาท   ทุนวัตถุดิบ /วัน 600 บาท /50 ไม้ รายได้    1,000 บาท / 50 ไม้ (ขายไม้ละ 20 บาท) วัสดุ/อุปกรณ์   เตาย่างไก่  ทัพพี  หม้อสแตนเลส  กะละมัง  ถาด  ใบตอง  ไม้ไผ่หนีบไก่  กระชอน  มีดถ่านอัดแท่งไร้ควัน  เขียง  เครื่องปั่น  ลวดขนาดเล็ก (ใช้มัดปลายไม้ไผ่หนีบไก่) วัตถุดิบ   ไก่สด (อกไก่)/ เนื้อหมูสด     3    กิโลกรัม  มะพร้าวขูด         1 ½   กิโลกรัม(คั้นเอาแต่หัวกะทิ  ½    กิโลกรัม)   น้ำตาลทราย        3      ขีด   เกลือป่นนิดหน่อย    เครื่องแกงสมุนไพร    พริกแห้งเม็ดใหญ่   ½   กิโลกรัม  หอมแดง              2   กิโลกรัม   กระเทียม              3   ขีด   รากผักชี            4-5   ต้น วิธีทำ    นำพริกเม็ดใหญ่มาแกะเอาเมล็ดออก     นำมาแช่น้ำสักครู่ให้นุ่ม    ตักขึ้นใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ นำหอมแดง   กระเทียมมาปอกเปลือก    ล้างรากผักชีให้สะอาด    นำทั้งหมดมาปั่นหรือตำให้ละเอียด นำหัวกะทิที่คั้นไว้มาผสมลงในเครื่องแกง  ปรุงด้วยน้ำตาลทรายและเกลือ ใช้ทัพพีคนให้เข้ากัน  เสร็จแล้วตักใส่ถุงพลาสติกหรือภาชนะนำไปแช่ในตู้เย็นเพื่อให้เข้มข้น นำเนื้อไก่หรือเนื้อหมูมาล้างน้ำให้สะอาด    ผึ่งให้หมาดๆ นำมาแล่เป็นชิ้นๆ ตามขนาดที่ต้องการคลุกด้วยเกลือเล็กน้อยทิ้งไว้สักครู่ นำเนื้อไก่หรือเนื้อหมูมาเข้าไม้ไผ่เพื่อหนีบ   ใช้ลวดมัดปลายไม้นำไปย่างไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน  (ถ้าไฟแรงเนื้อไก่หรือหมูจะไหม้ได้    ถ้าไฟอ่อนเกินเนื้อจะกระด้าง) พอเนื้อไก่หรือเนื้อหมูเริ่มสุกให้นำมาจุ่มราดเครื่องแกงจนทั่ว  นำไปย่างต่อ  พอเครื่องแกงแห้งเกาะเนื้อที่ย่างแล้ว  ให้ราดเครื่องแกงซ้ำอีก  ย่างต่อ  (ทำ 3 ครั้ง) ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาดนัด  ย่านชุมชน  ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน    ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ  6,000  บาท   (โต๊ะ-เก้าอี้สำหรับลูกค้า ประมาณ 3,600 บาท ตู้กระจก 1,500 บาท  โต๊ะวางตู้กระจก 500 บาท)   เงินลงทุน/ต่อวัน  ประมาณ  300 – 500  บาท (ขึ้นอยู่กับปริมาณของที่ซื้อ)   รายได้ วันละ  500 – 1,000  บาท   วัสดุ/อุปกรณ์  ครก  โต๊ะ-เก้าอี้  ตู้กระจก  มีด  เขียง  จาน  ช้อนส้อม   แหล่งจำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์  ตลาด  ร้านค้าทั่วไป   ส่วนผสม ปูม้า                    1       ตัว          มะเขือเทศ              3     ลูก พริกขี้หนู            3-10    เม็ด         น้ำมะนาว               1     ช้อนโต๊ะ กระเทียม            5-6      กลีบ        น้ำตาลปี๊บละลายน้ำ  2     ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง               7-8      ตัว           ถั่วลิสงคั่ว เส้นมะละกอ แครอท พอสมควร วิธีทำ       นำปูม้าที่ดองแล้ว (โดยนำปูม้าแช่น้ำปลาและซีอิ๊วขาวให้ท่วมตัวปูทิ้งไว้ราว 2 ชั่วโมง) มาแกะกระดอง ตัดแต่งขา หั่นแยกเป็นชิ้นๆ จัดวางบนจานเตรียมไว้ ตำส้มตำ โดย 1 ครก ใช้พริกขี้หนู 3 - 10 เม็ด (แล้วแต่ชอบเผ็ดน้อยเผ็ดมาก) กระเทียม  กุ้งแห้ง มะเขือเทศหั่น น้ำปลา น้ำตาลปี๊บละลายน้ำ น้ำมะนาว ตำเครื่องให้เข้ากัน ใส่เส้นมะละกอผสมกับแครอทพอควร คลุกให้เข้ากัน จากนั้นจึงตักโปะลงบนปูที่เตรียมไว้ แล้วโรยด้วยถั่วลิสงคั่ว เครื่องเคียง  ผักกาดหอม  ผักบุ้ง  ถั่วฝักยาว  ขนมจีน ตลาด/แหล่งจำหน่าย   ตลาด  แหล่งชุมชนทั่วไป ริมทางเท้าคนสัญจรไปมา   ข้อแนะนำ  ควรขายทั้งส้มตำไทย ตำปลาร้า ตำแตง ตำถั่ว ตำแครอท รวมทั้งขายข้าวเหนียว ไก่ย่าง  หมูย่าง  น้ำตก  ประกอบเพื่อเสริมรายได้   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 200,000 บาท รายได้ ประมาณ 800 บาท/วัน วัสดุ/อุปกรณ์   เครื่องกรองน้ำ ชุดทำความสะอาดถังน้ำ ถังน้ำพลาสติก (ขนาด 20 ลิตร) ขวดใส่น้ำ(ขนาด 1 ลิตร) และรถยนต์ที่ใช้ในการขนส่งน้ำ วิธีดำเนินการ เตรียมพื้นที่เพื่อใช้ติดตั้งเครื่องกรองน้ำ และใช้เป็นที่เก็บ ขวดน้ำ ถังน้ำ ติดต่อหาซื้อเครื่องกรองน้ำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ชุดทำความสะอาดถังน้ำ ขวด และถังพลาสติก ซึ่งเครื่องกรองน้ำนี้มีกำลังผลิตตั้งแต่ 100 ลิตรต่อชั่วโมงถึง 20,000 ลิตร/ชั่วโมง โดยบริษัทจะส่งพนักงานมาติดตั้งระบบกรองน้ำให้ ก่อนที่จะดำเนินธุรกิจได้ จะต้องส่งตัวอย่างน้ำไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ตรวจคุณภาพน้ำ โดยเสียค่าธรรมเนียม 3,100 บาท หากตรวจผ่านก็ให้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จากนั้นทางเจ้าหน้าที่สารวัตรอาหารและยาจะเข้ามาตรวจสภาพสถานที่ผลิต หากพบว่าขั้นตอนการผลิตถูกหลักอนามัยก็จะมอบหนังสืออนุญาตการผลิต พร้อมกับเลขที่ฉลากอาหารให้ด้วย เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ก็สามารถประกอบธุรกิจขายน้ำได้อย่างถูกกฎหมาย ในขั้นต่อไปต้องออกหาตลาด โดยสามารถเข้าไปแนะนำสินค้ากับลูกค้าได้ว่า เป็นสินค้าที่มีคุณภาพผ่านการรับรองจาก อย. มาแล้ว เครื่องกรองน้ำที่ซื้อมาใช้งานนี้ควรพิจารณาเครื่องที่สามารถกรองได้ทั้งน้ำประปา และน้ำบาดาล มีคุณสมบัติที่ช่วยกรองสนิมเหล็ก หินปูนขจัดกลิ่น และสารตกค้างต่าง ๆ ได้ นำขวด และถังพลาสติกที่จะใช้บรรจุน้ำ มาล้างด้วยชุดทำความสะอาดถังน้ำให้สะอาด นำน้ำที่ผ่านกรรมวิธีในการกรองจากเครื่องกรองน้ำแล้ว บรรจุลงในขวด และถังพลาสติกที่เตรียมไว้แล้ว ปิดผนึกขวดน้ำ และถังน้ำทุกใบ ก่อนนำขึ้นรถเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้า ราคาขายส่งน้ำ บรรจุถัง 20 ลิตร ถังละ 7 บาท ในขณะที่ต้นทุนเพียง 2 บาท เท่านั้น โดยร้านค้าจะขายให้ผู้บริโภคราคาถังละ 12 บาท ส่วนน้ำบรรจุขวดจะไม่ค่อยได้กำไร เพราะเฉพาะขวดพลาสติกต้นทุนจะตกขวดละ 1.50 บาท แล้วแต่นำไปจำหน่ายให้ร้านค้าขวดละ 2.30 บาทเท่านั้น แต่ก็ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อเอาใจลูกค้า โดยลูกค้าจะนำไปจำหน่ายในราคา 5-6 บาท ข้อแนะนำ ปัจจุบันน้ำดื่มบรรจุขวด-ถังพลาสติก มีผู้ผลิตหลายราย แต่ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ผู้ประกอบอาชีพนี้ต้องขยันเดินตลาดหรือไปติดต่อร้านค้าขายของชำในหมู่บ้านเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตามการผลิตน้ำดื่มควรคำนึงถึงผู้บริโภค ขั้นตอนการผลิตควรสะอาดถูกหลักอนามัย   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   20,000-20,500 บาท (ทุนค่าอุปกรณ์ไม่เกิน 20,000 บาท  ค่าวัตถุดิบประมาณ 300 บาท /12 ขวด)   รายได้    กำไร 20-30 %  จากราคาขาย   วัสดุ/อุปกรณ์   เตาแก๊ส  หม้ออลูมิเนียมใบใหญ่  ลังถึง  กรวยกรอกน้ำจิ้ม  เครื่องปั่น  เครื่องปิดฉลากขวดแก้วและฝา  อุปกรณ์ในครัว ฯลฯ   ส่วนผสม   พริกชี้ฟ้าแดงสด                  2        กิโลกรัม        กระเทียมกลีบใหญ่            500        กรัม พริกขี้หนูสวน (พริกจินดา)  200        กรัม              น้ำเปล่า                            2        กิโลกรัม เกลือ    น้ำส้มสายชู   น้ำตาลทราย   งาขาว วิธีทำ    ล้างพริกให้สะอาดแล้วนำมาเด็ดขั้วออกและนำกระเทียมมาปอกเปลือก  จากนั้นนำพริกและกระเทียมไปลวกน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค นำพริกและกระเทียมทั้งหมดไปใส่ในเครื่องบด  บดให้ละเอียดจนกลายเป็นน้ำ ตั้งกระทะบนเตาใส่งาขาวลงไปคั่วไฟอ่อนๆ จนได้กลิ่นหอม (งาสุก)  ยกลง ใส่น้ำลงในหม้อตั้งไฟความร้อนปานกลาง   พอน้ำเดือดเทส่วนผสมพริกและกระเทียมที่บดลงไปเคี่ยว  (ใช้เวลาในการเคี่ยวประมาณ 25 นาที) เติมเกลือ   น้ำส้มสายชู   น้ำตาลทรายแล้วชิมรสให้ออกเปรี้ยว  หวาน  เผ็ด  และเค็ม โรยหน้าด้วยงาขาวพอประมาณ  เคี่ยวไฟอ่อนประมาณ 25 นาที  ยกลงตั้งทิ้งไว้ นำขวดและฝาขวดล้างให้สะอาด  นำไปนึ่งในหม้อนึ่งประมาณ 30 นาที  นำน้ำสุกี้ที่เคี่ยวเสร็จแล้วเทลงในขวด  จากนั้นปิดฝาขวด นำขวดสุกี้ไปนึ่ง 15 นาที  แล้วพักไว้ให้เย็น  ปิดฉลากและปิดผนึกพลาสติกให้เรียบร้อย  บรรจุใส่ลังเพื่อเตรียมจำหน่าย        - บรรจุใส่ขวดพลาสติก   ขนาด   200   มิลลิลิตร    ขายราคาขวดละ    25   บาท        - บรรจุใส่ขวดแก้ว         ขนาด   300   มิลลิลิตร    ขายราคาขวดละ    35   บาท        - บรรจุใส่ขวดแก้ว         ขนาด   500   มิลลิลิตร    ขายราคาขวดละ    65   บาท ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ขายส่งตามร้านค้า  มินิมาร์ท  ห้างสรรพสินค้า  และซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   เป็นค่าอุปกรณ์ประมาณ 1,000 บาท ไข่เป็ดประมาณ 3 บาท/ฟอง (เงินลงทุนสำหรับไข่ และส่วนผสมต่างๆ ขึ้นอยู่กับไข่ที่จะซื้อ)   รายได้ ประมาณ 4-5 บาท/ฟอง   อุปกรณ์  เตา หม้อต้มน้ำ ภาชนะพลาสติกแช่ไข่ ผ้าขาวบาง ไม้ไผ่สาน   ส่วนผสม ไข่เป็ด                  15      ฟอง      ปูนขาว               300       กรัม เกลือ                  200      กรัม      โซดาแอช           120       กรัม ใบชาดำ (ชาจีน)     30      กรัม       สังกะสีออกไซด์       1        กรัม น้ำสะอาด               2       ลิตร   วิธีทำ    นำไข่มาล้างเปลือกให้สะอาด ตั้งทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ เรียงไข่ลงในภาชนะพลาสติกที่สะอาด ปลอดภัย ต้มน้ำสะอาด เติมปูนขาว เกลือ โซดาแอช ใบชาดำ พอเดือด ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นแล้วกรองเอาเศษตะกอนออกทิ้งไป เติมสังกะสีออกไซด์ คนให้ทั่ว ส่วนผสม ตามข้อ 2 ลงในภาชนะที่ใส่ไข่ ใช้ไม้ไผ่สานขัดแตะปิดไว้เหนือไข่ เพื่อไม่ให้ไข่ลอย (ถ้าไข่ลอยจะเสีย) ปิดฝาภาชนะด้วยผ้าขาวบาง  แช่ทิ้งไว้ประมาณ 25 - 30 วัน เอาไข่ขึ้นล้างน้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้ผิวแห้ง แล้วเคลือบเปลือกไข่ด้วยดินขาวผสมกับแป้งเปียกในอัตราส่วน 5:1 เก็บไว้ 10 วัน จึงนำออกจำหน่ายหรือรับประทานได้ ตลาด/แหล่งจำหน่าย   ตลาดสดทั่วไป หรือติดต่อขายส่งพ่อค้า-แม่ค้า หรือร้านขายอาหาร   ข้อแนะนำ    ต้องเลือกไข่เป็ดที่ใหม่ สด และไม่มีตำหนิมาทำ เพื่อจะได้ไข่เยี่ยวม้าที่มีคุณภาพดี ไม่เสีย ภาชนะที่ใช้แช่ไข่ อาจใช้ภาชนะเคลือบก็ได้ แต่ต้องสะอาดและปลอดภัย ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน   ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ซื้ออุปกรณ์ เช่น เตา หม้อ โอ่ง หรือถังพลาสติก ประมาณ 3,000 บาท ซื้อไข่ ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้แต่ละครั้ง อุปกรณ์ เตา หม้อต้มน้ำ โอ่ง/ภาชนะพลาสติก/ภาชนะแก้วสำหรับดองไข่ ไข่เป็ด เกลือป่น  น้ำสะอาดในปริมาณ 1:4 และไม้ไผ่ผ่าซีก   รายได้   ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณของไข่ที่ดองในแต่ละครั้งและราคาของไข่เป็ดที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญซึ่งขึ้น - ลง อยู่เสมอ   วิธีทำ ผสมน้ำกับเกลือในปริมาณ 1:4 นำไปตั้งไฟให้เดือดและเกลือละลายหมดตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ล้างไข่เป็ดให้สะอาด  (ระวังอย่าให้ไข่แตก/ร้าว)  ตั้งผึ่งไว้ให้แห้ง บรรจุไข่ลงในภาชนะที่จะใช้ดอง เทน้ำเกลือที่เย็นแล้วลงให้ท่วมไข่ นำไม้ไผ่ที่ผ่าซีกแล้ว มาขัดลงในภาชนะที่ดองไข่ เพื่อให้ไข่จมอยู่ในน้ำเกลือทั้งหมด (ระวังอย่าให้ไข่ลอยขึ้นมาเหนือน้ำ) ทิ้งไว้ 10-15 วัน นำไข่เป็ดที่ดองได้ที่แล้วไปต้มให้สุก โดยใช้ไฟอ่อนๆ ใช้เวลา ประมาณครึ่งชั่วโมง ช้อนไข่ขึ้นจากน้ำทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุใส่กล่อง หรือถาดใส่ไข่เพื่อส่งไปจำหน่าย ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดสดทั่วไป หรือหากผลิตได้จำนวนมากอาจติดต่อพ่อค้าคนกลางมารับไปจำหน่าย   ข้อแนะนำ   ในการดองไข่เค็ม หากต้องการให้ไข่แดงเป็นน้ำมัน ให้ใส่เหล้าขาวลงไปในน้ำเกลือเล็กน้อย แกว่งสารส้มลงในน้ำที่ใช้ต้มไข่เค็ม เมื่อไข่สุกจะมีนวลขาวเกาะอยู่ที่เปลือกไข่เค็ม ดูน่ารับประทาน หรือจะใช้แป้งข้าวจ้าวทาที่ผิวไข่แทนก็ได้ ภาชนะที่ใช้ดองไข่ ควรเป็นภาชนะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับเกลือ เช่น ภาชนะที่ทำด้วยแก้วพลาสติก อ่างหรือไห ทำจากเครื่องเคลือบดินเผา หรือเหล็กเคลือบที่ไม่กะเทาะ   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  700  บาท รายได้ ประมาณ  1,000 – 1,500  บาท วัสดุ/อุปกรณ์ กะละมัง  ถุงพลาสติก (5 x 8)  หนังยาง แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ตลาด  ร้านค้า  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป ส่วนผสม เอ็นข้อไก่     10      กิโลกรัม       ข้าวสารข้าวเหนียว      1    กิโลกรัม กระเทียมแกะกลีบ     เกลือป่น วิธีทำ นำข้าวเหนียวที่นึ่งแล้วไปแช่น้ำสะอาด จนกระทั่งเมล็ดข้าวเหนียวพองตัว ใช้ตะแกรงช้อนขึ้น นำเอ็นข้อไก่ กระเทียมทุบ เกลือและข้าวเหนียว ผสมคลุกกันในกะละมังให้เข้ากันแล้วนวดต่อ 1 ชั่วโมง นำใส่ถุงพลาสติกให้อยู่ก้นถุงด้านใดด้านหนึ่ง ตบแต่งให้ได้รูปสามเหลี่ยม หมุนเกลียวใช้ยางรัด ตัดปลายห่าง 1 นิ้ว นำออกขายได้ ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดทั่วไป  แหล่งชุมชน  ห้างสรรพสินค้า  สวนอาหารทั่วไป ข้อแนะนำ ช่วงนวดควรสังเกตให้แหนมมีความเหนียวและออกรสเปรี้ยวจึงค่อยบรรจุห่อได้  ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน 900  บาท รายได้ 400 - 500  บาท วัสดุ/อุปกรณ์ กะละมัง  ถุงพลาสติก  หนังยาง แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์  ตลาด  ร้านค้า  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป ส่วนผสม กระดูกหมูหรือซี่โครงหมู    1      กิโลกรัม      ข้าวสารข้าวเจ้า               1      กิโลกรัม กระเทียมแกะกลีบ            1      กิโลกรัม  เกลือป่น                       1      ถุง    วิธีทำ นำข้าวสารมาหุงให้สุก ล้างกระดูกหมูกับน้ำสะอาด แล้วช้อนขึ้นจากน้ำ ผึ่งต่อจนสะเด็ดน้ำ นำกระดูกหมูกับเกลือป่น กระเทียมทุบ  และข้าวสวยผสมให้เข้ากัน แล้วนวดหมูต่อ 1  ชั่วโมง ใช้ผ้าขาวปิดกะละมัง 1 วัน และนำไปแช่ตู้เย็น (ช่องธรรมดา) 1 วัน ตักแหนมกระดูกหมูใส่ถุงข้างใดข้างหนึ่ง ตบแต่งให้เกิดรูปสามเหลี่ยม หมุนเกลียวใช้ยางรัด ตัดปลายห่าง 1 นิ้ว เว้นเป็นริ้วสวยงามนำออกขายได้  ปลายอีกด้าน ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนหมดเนื้อหมูบด หรือจะใส่เนื้อหมูบดให้หมด ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดทั่วไป  แหล่งชุมชน  ห้างสรรพสินค้า  สวนอาหารทั่วไป ข้อแนะนำ ควรชิมรสของแหนมให้เปรี้ยวนิด ๆ และดูเนื้อหมูให้เหนียวหนืดได้ที่เสียก่อนบรรจุห่อ ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  ประมาณ  1,000  บาท   รายได้   1,200  บาท/10 กิโลกรัม   วัสดุอุปกรณ์  โอ่งมังกรขนาดกลาง  ขวดแก้วหรือขวดพลาสติก  แผ่นพลาสติกใส  เชือกปอ เตาแก๊สหรือเตาถ่าน  ฟองน้ำ  ผ้าขาวบาง  กระด้ง  หม้อ   แหล่งจำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์  หัวเชื้อ หาซื้อได้แถวร้านจำหน่ายเคมีภัณฑ์เกี่ยวกับเกษตร ย่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ส่วนผสม  ถั่วเหลือง               10      กิโลกรัม          แป้งสาลี                  5      กิโลกรัม หัวเชื้อเต้าเจี้ยว         2      ขีด                 เกลือป่นไอโอดีน       1      กิโลกรัม   วิธีทำ   เลือกถั่วเหลืองเอาเมล็ดที่เสียและสิ่งสกปรกออก  ล้างน้ำให้สะอาด เทใส่ภาชนะพร้อมกับเทน้ำเปล่าลงไปให้ท่วมเมล็ดถั่วเหลือง แช่ไว้ 1 คืน รุ่งเช้า รินน้ำที่แช่ทิ้ง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง นำถั่วเหลืองไปต้มหรือนึ่ง เมื่อสุกแล้วตักใส่กะด้งมาผึ่งตากลมไว้พออุ่น จากนั้นจึงนำถั่วเหลืองเทลงในถังหรือกะละมัง พร้อมกับนำแป้งสาลีและหัวเชื้อเต้าเจี้ยวเทลงผสมคลุกเคล้าเข้ากับถั่วเหลืองให้ทั่ว นำถั่วเหลืองที่คลุกเคล้ากันแล้วมาเกลี่ยใส่ไว้ในกระด้งอีกครั้ง โดยให้มีความหนาประมาณ  3  นิ้ว ใช้ผ้าขาวบางที่สะอาดมาปิดกันฝุ่นและแมลงที่จะมาตอม แล้วนำกระด้งไปวางผึ่งตากลมไว้นานประมาณ 3 วัน จะมีราสีเขียวเกิดขึ้น จากนั้นจึงค่อยมาพลิก กลับส่วนที่อยู่ด้านข้างล่างให้กลับขึ้นไปอยู่ส่วนข้างบน  ทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้ง  รวมระยะเวลาประมาณ 5 วัน นำถั่วเหลืองที่ได้จากข้อ 3 มาบรรจุใส่โอ่ง แล้วนำเกลือไอโอดีนมาต้มกับน้ำให้ละลายจนเค็มปล่อยทิ้งไว้ให้นำเกลือเย็นตัวลง จากนั้นจึงเอาเกลือไปเทลงใส่ในโอ่งพอให้น้ำท่วมส่วนผสม เสร็จแล้วให้นำเอาแผ่นพลาสติกมาคลุมปิดปากโอ่งไว้ ใช้เชือกปอผูกรัดปากโอ่งให้แน่น เพื่อป้องกันฝุ่นและแมลง หมักไว้ประมาณ 45 วัน โดยให้นำโอ่งที่หมักถั่วเหลืองทั้งหมดไปวางที่ร่มหรือกลางแจ้งก็ได้ แต่ถ้าเป็นกลางแจ้งก็จะเป็นผลดี เมื่อครบกำหนด 45 วัน ก็เปิดพลาสติกที่คลุมปากโอ่งนั้นออก แล้วนำเต้าเจี้ยวที่ได้มาบรรจุลงในขวด  แค่ระดับคอขวดเท่านั้น  ปิดฝาจุกขวดนั้นอย่างมิดชิดแล้วนำแผ่นพลาสติกบางใสห่อหุ้มลงที่ฝาจุก โดยใช้เครื่องเป่าผมเป่าลงบนแผ่นพลาสติก เพื่อให้พลาสติกหดตัวและ  รัดฝาจุกให้แน่น  เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าไปในขวด  เสร็จแล้วนำออกจำหน่ายให้ลูกค้าได้            ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ร้านขายข้าวต้ม  อาหารตามสั่ง  ร้านค้าทั่วไป  หรือวางขายเองหน้าบ้าน   ข้อแนะนำ  ถั่วเหลืองที่นำมาทำเต้าเจี้ยวจะต้องไม่มีเชื้อราติดอยู่บนเปลือกของถั่วเหลืองเป็นอันขาด ถ้าถั่วเหลืองชนิดใดมีเชื้อราติดอยู่ให้รีบคัดออก ภาชนะทุกอย่างต้องล้างตากแดดให้แห้งสนิท ก่อนนำมาใช้เพราะการทำเต้าเจี้ยวต้องการความสะอาดมาก ขวดที่จะนำมาบรรจุเต้าเจี้ยวต้องนำมาทำความสะอาด ด้วยการใช้น้ำร้อนลวก เพื่อฆ่าเชื้อโรค หรือจะนำไปนึ่งด้วยความร้อนก็ได้ ก่อนนำออกจำหน่าย ให้ติดฉลากข้างขวดระบุ วันเดือนปีที่ผลิต ปริมาณสุทธิ ส่วนผสม ผลิตโดย ราคา และหากผลิตขายได้จำนวนมาก ๆ ควรขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  5,000  บาท (เตาพร้อมถังแก๊ส ราคา 2,000 บาท เครื่องปิดปากถุงพลาสติกราคา 1,500 บาท) รายได้ ประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป/ 10 กิโลกรัม วัสดุอุปกรณ์  เตาพร้อมถังแก๊ส  กระทะ ตะหลิว ไม้พาย (กวน) หม้อ ทัพพี เครื่องปิดปากถุงพลาสติก    ถุงพลาสติก แหล่งจำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์ เวิ้งนาครเขษม  สำเพ็ง  และร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ทั่วไป ส่วนผสม    หมูเนื้อแดง         10       กิโลกรัม         น้ำตาลทราย       1.2      กิโลกรัม ซีอิ้วขาว           500       กรัม              เกลือป่น             40       กรัม โป๊ยกั๊กผสมอบเชย   200        กรัม วิธีทำ   นำหมูเนื้อแดงเลาะมันและพังผืดออกให้หมด หั่นตามความยาวของเส้นเนื้อประมาณ 2-4 นิ้ว นำเนื้อหมูใส่หม้อโดยใส่น้ำให้ท่วมเนื้อหมู แล้วใส่โป๊ยกั๊กผสมกับอบเชยลงไป ต้มด้วยไฟกลางค่อนข้างแรง เมื่อน้ำเดือดแล้ว ใช้ทัพพีตักฟองที่เกิดจากการต้มออกให้หมดก่อนใส่ซีอิ้วและเกลือลงไป  หากตักฟองออกทีหลังจะทำให้เสียรสชาติได้ เพราะเครื่องปรุงถูกตักทิ้งไปด้วย ต้มต่อไปอีกประมาณ 3–4 ชั่วโมง จนเนื้อหมูเริ่มเปื่อย จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไป  ต้มจนเหลือน้ำเพียงเล็กน้อยเกือบแห้ง ยกลงจากเตา ใช้ไม้พายยีเนื้อหมูให้เป็นเส้น ตั้งกระทะบนเตาโดยใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน นำเนื้อหมูที่ยีแล้วมาผัดโดยใช้ไม้พายกวนพร้อมกับตะหลิวผัดให้เป็นเส้นเล็กๆ ฝอยๆ พร้อมกันทั้ง 2 มือ  เพื่อทำให้เส้นใยเนื้อหมูได้รับความร้อนเท่าๆ กันทุกเส้น ที่สำคัญคือต้องควบคุมไฟไม่ให้อ่อนหรือแรงเกินไปสังเกตจากไอน้ำในกระทะที่จะลอยขึ้นมาไม่มากหรือน้อยเกินไป เมื่อผัดจนเส้นใยเนื้อหมูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนให้หยุดใช้ไม้พาย ใช้เฉพาะตะหลิวเท่านั้น เพราะไม้พายจะทำให้เส้นใยขาดและป่น  จากนั้นให้ผัดหมูหยองในกระทะจนแห้ง นำหมูหยองขึ้นจากกระทะใส่ภาชนะพักไว้ให้เย็น แล้วบรรจุใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้สนิท  นำออกจำหน่าย ตลาด/แหล่งจำหน่าย     ตลาด  ฝากขายหรือขายส่งร้านค้า  มินิมาร์ท  ซุปเปอร์มาร์เก็ต สถานที่ฝึกอบรม  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 211-2052, 211-2056  ข้อแนะนำ  หากเนื้อหมูที่นำมาใช้เป็นหมูตัวผู้ (ถ้าทราบ)  ต้องเพิ่มปริมาณโป๊ยกั๊กและอบเชยลงไปอีกเท่าตัว เพื่อดับกลิ่นเหม็นเขียวของหมูตัวผู้และเวลาต้มต้องหมั่นตักเนื้อหมูขึ้นมาดมว่าหมดกลิ่นเหม็นเขียวหรือยัง  หากยังให้ใส่เพิ่มลงไปอีกจนกว่าจะหมดกลิ่น หากเนื้อหมูที่นำมาใช้เป็นพ่อหมูหรือแม่หมู  ต้องใช้เวลานานขึ้น  เพื่อต้มให้เปื่อยเพราะเนื้อเหนียวกว่าเนื้อหมูขุน หากใส่น้ำตาลทรายมากเกินไป เมื่อนำเนื้อหมูไปผัดในกระทะจะทำให้ไหม้ติดกระทะได้ง่าย  และควรระวังอย่าให้ไฟแรงหรืออ่อนเกินไปในขณะผัด ควรบรรจุหมูหยองใส่ถุงพลาสติกหรือภาชนะรูปทรงสี่เหลี่ยมหรือกลม  เพื่อป้องกันหมูหยองหักป่น หากผลิตจำหน่ายในปริมาณมาก ควรซื้อเครื่องกวนหมูหยอง ราคาประมาณ 25,000 บาท ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน   ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  ประมาณ  35,000 บาท (เครื่องผสม  ราคา  30,000 บาท)   รายได้   22-30 บาท/แท่ง   วัสดุ/อุปกรณ์  เครื่องผสม (หรือเรียกว่าเครื่องตีลูกชิ้น)  ตู้เย็น  ตาชั่ง  ลังถึง  เตาแก๊ส  ใบตอง  มีด  เชือกฟาง แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์  ย่านเวิ้งนาครเขษม  กรุงเทพฯ   ส่วนผสม  เนื้อหมู                             4       กิโลกรัม       มันหมูแข็งหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ    ½      กิโลกรัม น้ำตาลทราย                      6       ช้อนโต๊ะ       เกลือไอโอดีน                    1      ช้อนโต๊ะ พริกไทยขาวบด               1.5       ช้อนชา       ไข่ไก่                               1      ฟอง น้ำแข็งบด                         4       ขีด             กระเทียมแกะแล้ว                2      ขีด   วิธีทำ   นำเนื้อหมูมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นมาหั่นเป็นชิ้นขนาดเท่าฝ่ามือ นำเนื้อหมูใส่ลงในเครื่องผสม แล้วเปิดเดินเครื่องใช้เวลาประมาณ 1 นาทีจากนั้นใส่มันหมูแข็ง น้ำแข็งลงไป เดินเครื่องต่อไปประมาณ 2 นาที สังเกตดูเนื้อหมูเริ่มละเอียด ใส่พริกไทยขาวบด ไข่ไก่ น้ำตาลทราย เกลือไอโอดีน กระเทียม เดินเครื่องต่อไปอีกประมาณ 2 นาที เมื่อเนื้อหมูกับเครื่องปรุงละเอียดเนียนดีแล้ว ปิดเครื่อง นำใบตองสดตัดตามขนาดที่ต้องการนำมาห่อหมูบด โดยนำหมูที่บดแล้วไปชั่งน้ำหนักแท่งละ 120 กรัม นำไปบีบในมือให้เป็นรูปแท่งยาว วางบนใบตองอ่อน แล้วห่อให้แน่น จากนั้นนำหมูที่ห่อใบตองอ่อนไปห่อด้วยใบตองสดอีกชั้นมัดด้วยเชือกและรัดหนังยาง นำเนื้อหมูที่ห่อเสร็จแล้วใส่ลังถึง นำไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที สุกแล้วนำไปจำหน่ายได้ทันที ส่วนที่เหลือให้เก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งจะเก็บได้นาน 7 วัน ตลาด/แหล่งจำหน่าย  แหล่งชุมชน  ร้านค้าทั่วไป  มินิมาร์ท  ร้านอาหาร  ตลาดสด   ข้อแนะนำ  เนื้อหมูที่นำมาทำหมูยอ ต้องใช้หมูส่วนตะโพก ไม่ติดมันและต้องสดออกจากโรงฆ่าสัตว์ไม่เกิน 8 ชั่วโมง การห่อหมูยอ ต้องมัดห่อให้แน่นจริงๆ ไม่อย่างนั้นหมูยอจะไม่กรอบอร่อย   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน    ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  8,500  บาท (หม้ออบไฟฟ้า ราคาประมาณ 4,000 บาท เตาแก๊สพร้อมถัง ราคา 2,500 บาท ฆ้อนทุบหมู ราคา 50 บาท) รายได้    ประมาณ 300 บาทขึ้นไป/กิโลกรัม วัสดุ/อุปกรณ์   หม้ออบไฟฟ้า  ฆ้อนทุบหมู  ตะแกรงตากหมู  เตาแก๊สพร้อมถัง  กะละมัง กระทะ ตาข่ายพลาสติก PVC  ถุงพลาสติก แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์    ร้านค้าย่านสำเพ็ง  คลองถม      ส่วนผสมหมูทุบ เนื้อหมูสะโพกหลัง     5      กิโลกรัม      เกลือป่น                 5       ช้อนชา น้ำปลา                   5     ช้อนชา         พริกไทยป่น             5       ช้อนชา น้ำตาลปี๊บ               5     ช้อนชา  วิธีทำ ล้างหมูให้สะอาด และแล่ออกตามความยาวให้หนาพอสมควร ผสมเกลือป่น พริกไทย และน้ำตาลปี๊บ คลุกให้เข้ากันทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน แล้วนำไปแผ่บนตะแกรงคลุมด้วยตาข่าย ผึ่งแดดให้แห้ง นำเนื้อหมูที่ผึ่งแดดแห้งแล้วมาอบโดยใช้ไฟอ่อนๆ (ระวังอย่าให้แห้งหรือไหม้ เพราะเวลาทุบจะไม่ฟู) เมื่อสุกแล้วจึงนำมาทุบเบาะๆ ในขณะที่ยังร้อนอยู่เพื่อให้เนื้อหมูยุ่ยออกจากกัน นำหมูทุบใส่ถุงพลาสติกปิดผนึกให้สนิท เพื่อนำไปจำหน่าย ส่วนผสมหมูสวรรค์ เนื้อหมูสะโพกหลัง     5    กิโลกรัม     น้ำตาลทราย             7      ขีด น้ำตาลปึก                3      ขีด             น้ำปลา                    2      ขีด เมล็ดผักชี                1      ช้อนโต๊ะ     ยี่หร่า                      1      ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช                 2      กิโลกรัม  วิธีทำ นำเนื้อหมูมาล้างให้สะอาด แล่เป็นชิ้นบางๆ แบ่งยี่หร่าและเมล็ดผักชีออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งนำไปโขลกให้ละเอียด อีกส่วนหนึ่งบุบให้พอแตกเล็กน้อย นำน้ำตาลทราย น้ำตาลปึก น้ำปลา เมล็ดผักชีและยี่หร่ามาคลุกเคล้ากับเนื้อหมูให้ทั่ว แล้วใส่ภาชนะปิดให้มิดชิดหมักไว้ 5 – 12 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำไปวางแผ่บนตะแกรง คลุมด้วยตาข่าย ผึ่งแดดให้แห้ง นำเนื้อหมูที่แห้งแล้วใส่ภาชนะผึ่งลมไว้สัก 1 คืน (เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อหมูแข็งและเหนียวเมื่อนำไปทอด)  จากนั้นนำมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมตามขนาดที่ต้องการ และตัดเอามันออก (เพราะเวลาทอดจะทำให้มีกลิ่นเหม็นหืน)   แล้วจึงนำไปทอดกับน้ำมันด้วยไฟปานกลางจนสุก นำหมูสวรรค์ใส่ถุงพลาสติก ปิดผนึกให้สนิท เพื่อนำไปจำหน่าย วิธีทำเนื้อสวรรค์ เหมือนกับการทำหมูสวรรค์ทุกอย่าง เพียงแต่เปลี่ยนส่วนผสมจากเนื้อหมูเป็นเนื้อวัวเท่านั้น ตลาด/แหล่งจำหน่าย ทำขายเองที่บ้าน ตลาดสด หรือทำส่งตามร้านค้าทั่วไป มินิมาร์ท  ซุปเปอร์มาร์เก็ต สถานที่ฝึกอบรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 211-2052, 211-2056 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช โทร.  282-8531-2, 281-0545 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดทุกจังหวัด ข้อแนะนำ    เมื่อซื้อเนื้อหมูหรือเนื้อวัวแล้ว สามารถให้แม่ค้าแล่เป็นชิ้นบางๆ ขนาดตามต้องการได้  แม้จะคิดราคาเพิ่มขึ้น แต่จะสะดวกรวดเร็วกว่ามาแล่เอง และเนื้ออาจหนาบางไม่เท่ากัน เนื้อหมูหรือเนื้อวัวต้องผึ่งแดดให้แห้งสนิทจริงๆ โดยสังเกตได้จากการที่จะร่อนออกจากตะแกรงโดยง่าย หากมีเงินลงทุนมากอาจซื้อเครื่องปิดผนึกถุงพลาสติกราคาประมาณ 2,500  บาท มาใช้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและสวยงาม ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน   ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 15,000 บาท (เครื่องบดปลา ราคาประมาณ 1,000 – 5,000 บาท เครื่องนวดปลา ราคา 10,000 – 15,000 บาท เตาแก๊สพร้อมถัง ราคา 2,500 บาท เทอร์โมมิเตอร์ ราคา 100 บาท) รายได้    ประมาณ 100 – 180 บาท/1 กิโลกรัม วัสดุ/อุปกรณ์   เครื่องบดปลา เครื่องนวดปลา มีด เขียง หม้อ กะละมัง ทัพพี เตาแก๊สพร้อมถัง และทอร์โมมิเตอร์ แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์   ร้านค้าบริเวณเวิ้งนาครเขษม  สำเพ็ง ส่วนผสม เนื้อปลาสดบดแล้ว           1      กิโลกรัม      เกลือป่น                      30     กรัม แป้งมันหรือแป้งสาลี        2     ช้อนโต๊ะ      น้ำแข็ง                       10     ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ซื้อปลาสดประมาณ 3 – 4 กิโลกรัม (อาจมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของปลา โดยเมื่อนำมาบดแล้วต้องได้ปริมาณ 1 กิโลกรัม) ถ้าเป็นปลาทะเลควรใช้ปลาอินทรีย์ ปลาทรายแดง ปลายทรายขาว ปลาตาหวาน เป็นต้น ถ้าเป็นปลาน้ำจืด ควรใช้ปลายี่สก ปลาชะโด ปลากราย เป็นต้น แล้วนำมาแล่เอาแต่เนื้อ อย่าให้มีก้างหรือติดหนัง นำเนื้อปลาเข้าเครื่องบด บดให้ละเอียด 2 ครั้ง แล้วนำไปนวดด้วยเครื่องนวดประมาณ 5 นาที   จากนั้นค่อย ๆ เติมเกลือเข้าไป 15 กรัม นวดต่ออีก 5 นาที เติมเกลือส่วนที่เหลืออีก 15 กรัม แล้วจึงค่อยๆ โรยแป้งผสมลงไปจนหมด ตามด้วยน้ำแข็ง นวดต่อไปอีก 5–10 นาที เนื้อปลาก็จะเหนียวได้ที่ (การเติมเกลือเพื่อให้เนื้อปลาเหนียว ส่วนน้ำแข็งที่ใส่จะช่วยรักษาอุณหภูมิของเนื้อปลาไม่ให้เสื่อมสภาพ) จากขั้นตอน ข้อ 1 – 2   จะได้เนื้อปลาบดที่ใช้ทำลูกชิ้นปลาธรรมดา  แต่สามารถดัดแปลงเป็นลูกชิ้นต่างๆ ได้ดังนี้ 3.1 ลูกชิ้นปลาหมึก นำปลาหมึกกระดองหรือปลาหมึกกล้วยล้างน้ำสะอาด ผ่าเอาเครื่องในออก นำไปลวกให้สุก บดให้ละเอียด แล้วจึงผสมลงไปในเนื้อปลาที่นวดแล้ว (ข้อ 2) ในอัตราส่วน 1/5 ของเนื้อปลา เติมกระเทียมบดละเอียดและพริกไทยป่นเล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว นวดให้เข้ากัน 3.2 ลูกชิ้นกุ้ง ในกรรมวิธีเดียวกันกับลูกชิ้นปลาหมึก เพียงแต่เปลี่ยนจากเนื้อปลาหมึกเป็นเนื้อกุ้งกุลาดำเท่านั้น 3.3 ลูกชิ้นสาหร่าย ซื้อสาหร่ายจากตลาดหรือห้างสรรพสินค้ามาอบให้แห้ง แล้วปั่นจนละเอียด ผสมลงไปในเนื้อปลาที่นวดแล้ว (ข้อ 2) ประมาณ 1 – 5% ของเนื้อปลา นวดให้เข้ากัน 3.4 ลูกชิ้นสี่สี นำแครอท พริกหวาน และพริกชี้ฟ้าแดง มาหั่นซอยให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมลงไปในเนื้อปลาที่นวดแล้ว (ข้อ 2) ในอัตราส่วน1/5 ของเนื้อปลา นวดให้เข้ากัน 3.5 ลูกชิ้นพริกสด   นำพริกชี้ฟ้าแดงผ่าเอาเมล็ดออก  ตำหรือบดให้ละเอียด ผสมลงไปในเนื้อปลาที่นวดแล้ว (ข้อ 2) โดยผสมพริก 1 ขีดต่อเนื้อปลา 1 กิโลกรัม นวดให้เข้ากัน นำเนื้อปลาในข้อ 2 หรือข้อ 3 มาปั้นเป็นลูกกลมๆ ใส่ลงไปในน้ำเย็นเพื่อไม่ให้ลูกชิ้นติดกัน ตั้งหม้อต้มน้ำค่อนหม้อ 2 ใบ ใบหนึ่งให้มีอุณหภูมิประมาณ 40–45 องศาเซลเซียส อีกใบหนึ่งต้มให้น้ำเดือดประมาณ 90 องศาเซลเซียส  โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัด ตักลูกชิ้นที่ปั้นใส่ในน้ำเย็นมาแช่ไว้ในน้ำอุ่น 40 – 45 องศาเซลเซียส  ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เพื่อให้ส่วนผสมค่อยๆ ปรับตัวเกิดความเหนียว แล้วจึงตักไปใส่ในหม้อน้ำเดือด 90 องศาเซลเซียส อีกประมาณ 20 นาที ตักลูกชิ้นต่างๆ ขึ้นบรรจุใส่ภาชนะ นำไปจำหน่ายได้ ตลาด/แหล่งจำหน่าย   ตลาดสด หรือขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้า ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านอาหารทั่วไป และซูเปอร์มาร์เก็ต ข้อแนะนำ   ในระยะเริ่มต้น หากเงินลงทุนน้อย สามารถใช้มือนวดเนื้อปลาแทนเครื่องนวดได้ ลูกชิ้นปลาที่ผ่านขั้นตอนการต้มแล้ว สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน  1 – 2  สัปดาห์ หากต้องการเพิ่มรายได้สามารถนำไปทอดขาย หรือเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาแฟนซีก็ได้ ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน   ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ 1,500 - 2,000 บาท  (โอ่งประมาณ 350 บาท) รายได้    2,300 บาท/มะนาว 700 ลูก วัสดุ/อุปกรณ์   โอ่งมังกร  เตาและถังแก๊ส  หม้อ วิธีทำมะนาวเค็ม   คัดมะนาวให้มีขนาดเดียวกัน  ห้ามล้างน้ำโดยเด็ดขาด เพราะมะนาวจะเน่า  ใส่มะนาวลงในโอ่งมังกรใบใหญ่หรือเล็กแล้วแต่จำนวนมะนาว  เรียงมะนาวลงไป 2-3 ชั้น  ให้โรยเกลือ 1 ชั้น  โอ่งมังกรขนาดใหญ่ๆ นี้ จะใส่มะนาวขนาดจัมโบ้ได้ประมาณ 700 ลูก  ใส่เกลือประมาณ 3 ชั้น   หากเป็น โอ่งมังกรขนาดเล็กใช้เกลือประมาณ 50 กิโลกรัม  โอ่งขนาดใหญ่ใช้เกลือประมาณ 100 กิโลกรัม ใช้ไม้ไผ่สานขัดไปมา ปิดหน้ามะนาวไว้ เพื่อไม่ให้มะนาวลอยขึ้นมา หากมะนาวลอยพ้นน้ำออกมา  มะนาวจะเน่าเสียได้ ใช้ถุงพลาสติกปิดปากโอ่งไว้ให้สนิท เก็บไว้ในที่ร่ม 15 วัน  นำมะนาวขึ้นมาล้างน้ำสะอาด 1 ครั้ง  แล้วนำไปใส่ลังถึงนึ่งนาน 15 นาที  โดยช่วงแรกเร่งไฟแรงก่อน  แล้วหรี่เป็นไฟกลาง  เปิดดูจะเห็นว่าลูกมะนาวมีไอน้ำเกาะ  แล้วหรี่ไฟอ่อนพอสมควร เพื่อขับไอน้ำออก  ลูกมะนาวจะบวมเป่ง  ดูไม่มีน้ำเกาะที่ลูกมะนาวก็ใช้ได้ นำไปตากแดดในกระด้ง 1 วัน  แล้วนำมะนาวมาแช่น้ำธรรมดาทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง  จึงนำไปนึ่งอีก  ตากแดดแล้วแช่น้ำ  ทำอย่างนี้จนครบ 4 ครั้ง  ก็คือ 4 วัน นำมะนาวที่ผึ่งลมแห้งแล้วบรรจุขวด  ใส่น้ำเกลือเข้าไปให้ท่วมมะนาว  ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน  เพื่อแช่มะนาวให้อิ่มตัวในน้ำเกลือ  ก็นำไปจำหน่ายได้ วิธีทำมะนาวหวาน  ดองมะนาวเหมือนมะนาวเค็มทุกประการ  เมื่อตากมะนาวครั้งสุดท้ายแล้วนำมะนาวมะนาวไปเชื่อม   มะนาวจัมโบ้ 250 ลูก   ใส่น้ำตาล 15 กิโลกรัม   โดยแบ่งน้ำตาลเป็น 3 ส่วน  ใช้ไฟกลางในครั้งแรกก่อนจะหรี่เป็นไฟอ่อน  เชื่อมนาน 1 ชั่วโมง  จึงเติมน้ำตาลส่วนที่ 2  เชื่อมต่ออีกสักระยะหนึ่ง  แล้วเติมน้ำตาลส่วนที่ 3 เพื่อให้น้ำตาลค่อยๆ เข้าเนื้อมะนาว  ขณะที่เชื่อมจะใช้ตะเกียบแทงลูกมะนาวให้น้ำเชื่อมเข้าไปในเนื้อทั่วถึง  ปล่อยไว้ให้เย็นแล้วก็สามารถบรรจุขวดแก้วขายต่อไปได้ ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ร้านขายของชำ  มินิมาร์ท  ร้านอาหาร ข้อแนะนำ              ควรซื้อมะนาวในช่วงที่มะนาวมีราคาถูก การดองมะนาวต้องดองในโอ่งมังกรเท่านั้น  ห้ามใช้โอ่งปูนซีเมนต์เพราะมะนาวและเกลือจะไปกัดปูนซีเมนต์  ทำให้เรารับประทานเข้าไปโดยไม่รู้ตัว  เป็นอันตรายต่อร่างกาย เกลือที่ใช้ดองมะนาว  ต้องใช้เกลือทะเลเท่านั้น  เพราะมีความเค็มมาก  หากใช้เกลือสินเธาว์  มะนาวจะเน่าเสีย  เนื่องจากมีความเค็มไม่พอ ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน      ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน 500  บาท   รายได้ 200  บาท/เนื้อปลาสำเร็จ 2 กิโลกรัม   วัสดุ/อุปกรณ์  มีด  เขียง  กะละมัง  ตะแกรง   ส่วนผสม  เนื้อปลาดุกเส้น             3        กิโลกรัม        ซีอิ๊วขาว                   13       ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายขาว         7-8     ขีด                พริกไทยป่น                2       ช้อนโต๊ะ งาคั่วให้หอม               3       ช้อนโต๊ะ   วิธีทำ   เลือกซื้อปลาดุก ให้คัดเฉพาะขนาดตัวใหญ่ นำมาขูดเอาเมือกที่เกาะอยู่ตามลำตัวของปลาออกให้หมด และเอาแต่เฉพาะเนื้อ ระวังอย่าให้มีก้างปลา  ติดมา ปลาดุก 4  กิโลกรัม  จะแล่เนื้อปลาได้ประมาณ 1 กิโลกรัม นำเนื้อปลาดุกที่แล่แล้วมาหั่นเป็นเส้นตามแนวเฉียง ขนาดประมาณ 0.5 นิ้ว x 3-4 นิ้ว นำเครื่องปรุงมี ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย พริกไทยป่น คลุกเคล้าให้ เข้ากันกับเนื้อปลาดุกที่หั่นไว้แล้ว โรยงาขาวคั่ว แล้วหมักทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง หรือหมัก  ทิ้งไว้ในตู้เย็น 1 คืน นำปลาที่หมักออกมาเรียงใส่ตะแกรงผึ่งแดดกลับไปกลับมาประมาณ 1 วัน  สังเกตพอให้เนื้อปลาแห้งสนิทเป็นอันใช้ได้ แล้วนำไปบรรจุหีบห่อ   รอการจำหน่าย  ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ร้านขายข้าวต้มโต้รุ่ง  ร้านค้าทั่วไป   ข้อแนะนำ  การทำปลาเส้น นอกจากปลาดุกแล้วสามารถใช้ปลาชนิดอื่นๆ ได้ ส่วนขั้นตอนเครื่องปรุง สามารถใช้สูตรนี้ได้เลย หากมีเตาอบ ก็สามารถนำปลาไปอบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ประมาณ 8  ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำไปผึ่งแดด ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน    ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ  1,000  บาท รายได้    ประมาณ  150  บาท/กิโลกรัม วัสดุ/อุปกรณ์   มีด  เขียง  กะละมัง  ตะแกรงหรือถาด  เชือกปอหรือเชือกป่าน ส่วนผสม   ปลายี่สกเทศสด         20       กิโลกรัม   แป้งมัน                    600     กรัม เกลือป่น                   600     กรัม   น้ำตาลทราย                 5     กิโลกรัม ซีอิ๊วขาว                   200     กรัม   พริกไทยป่น              300    กรัม ผงพะโล้                     40    กรัม   น้ำมันพืช                  600   กรัม น้ำสะอาด                     2   กิโลกรัม   ไส้อ่อนหมู วิธีทำ    นำปลายี่สกเทศล้างน้ำให้สะอาด  แล่เอาแต่เนื้อปลา  ระวังอย่าให้มีก้างติดมาจะได้เนื้อปลาประมาณ 9 กิโลกรัม  นำไปเข้าเครื่องบดอาหารหรือใช้มีดสับให้ละเอียด  แล้วนวดด้วยมือโดยระหว่างนวดให้ค่อยๆ ใส่แป้งมันลงไปเคล้าให้เข้ากัน นำส่วนผสมอื่นๆ ที่เหลือ (ยกเว้นไส้อ่อนหมู)  ผสมให้เข้ากันก่อน  แล้วนำไปนวดผสมจนเข้ากันกับเนื้อปลา  ใช้เวลาประมาณ 5 นาที  หรือสังเกตเนื้อปลาพอเหนียวเล็กน้อย นำเนื้อปลาที่นวดแล้วอัดใส่ในไส้อ่อนหมูเป็นเส้นยาวๆ ผูกด้วยเชือกปอหรือเชือกป่านเป็นท่อน  ยาวประมาณท่อนละ 6 นิ้ว  เรียงใส่ตะแกรงหรือถาด  นำไปผึ่งแดดจัดๆ ประมาณ 3 วัน ให้แห้ง  ก็นำไปจำหน่ายได้   ในอุณหภูมิปกติ   ปลาเชียงจะอยู่ได้นาน 7-10 วัน  หากเก็บในอุณหภูมิต่ำหรือในตู้เย็น อยู่ได้นาน 2-3 เดือน     (ตามสูตรนี้จะได้ปลาเชียง น้ำหนักประมาณ 7.7 กิโลกรัม ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาด  แหล่งชุมชน  ขายส่งร้านค้า/ร้านอาหาร/มินิมาร์ท/ซูเปอร์มาร์เก็ต ข้อแนะนำ   สามารถใช้ปลาชนิดอื่นแทนปลายี่สกเทศได้  เช่น ปลานวลจันทร์  ปลานิล   หรือเนื้อปลารวม หากต้องการให้ปลาเชียงมีขนาดสม่ำเสมอทุกเส้น  ดูสวยงาม  สามารถใช้    “ไส้เทียม”ที่ทำจากกระดูกหรือเอ็นสัตว์แทนไส้อ่อนหมู แต่จะมีราคาสูงกว่า หากทำกิจการขนาดใหญ่  เพื่อความสะดวก  ควรซื้อเครื่องบดหมู ราคา 3,000-4,000 บาท   เครื่องนวด  4,000  บาท   เครื่องอัดไส้ 10,000 บาท ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน    ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน     ประมาณ  800  บาท   รายได้ ประมาณ  700 บาท/วัน   วัสดุ/อุปกรณ์ กะละมัง  ทัพพี  ถุงพลาสติก  ยางรัดถุง   ส่วนผสม เนื้อปลายี่สกหรือปลานวลจันทร์บด         3        กิโลกรัม   กระเทียมบด                                    ½        กิโลกรัม  เกลือป่น                                          1        ช้อนโต๊ะ    ข้าวสุกบด                                       ½        กิโลกรัม  พริกไทยป่น                                      1        ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด                                        1         ถ้วยตวง   วิธีทำ นำเนื้อปลา กระเทียม ข้าวสุก พริกไทย ผสมให้เข้ากัน ละลายเกลือป่นกับน้ำผสมลงไป นวดจนเหนียว นำไปหมักไว้ในกะละมัง โดยเจาะรูข้างล่างให้น้ำไหลออก เพื่อให้เนื้อปลาปรุงสำเร็จแห้งเร็ว  นำพลาสติกใสหรือใบตองปิดให้มิดชิด  หมักไว้ประมาณ  2-3 วัน ตักใส่ถุงพลาสติกขาย ขนาด 1/2-1 กิโลกรัม หรือตามที่ลูกค้าต้องการ ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดทั่วไป หรือขายส่งให้พ่อค้า-แม่ค้า   ข้อแนะนำ  เวลาหมักอย่าให้ถูกแดด เพราะจะทำให้เนื้อปลาหายเหนียว มีลักษณะร่วนไม่น่ารับประทาน ถ้าต้องการให้เนื้อปลาแห้งเร็วยิ่งขึ้น ควรใช้ของหนักกดทับส่วนบนกะละมังที่หมักไว้ ทำให้สะอาด ปิดให้มิดชิด อย่าให้แมลงวันตอม   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 1,000 บาท   รายได้ ประมาณ 500 บาท ขึ้นไป/วัน   วัสดุ/อุปกรณ์     กะละมัง  ถังพลาสติก  ถุงพลาสติก  ยางรัดถุง   ส่วนผสม     ปลาตะเพียน            10      กิโลกรัม           เกลือป่น                   5     กำมือ เกลือเสริมไอโอดีน      1      ขีด                  กระเทียมบด               1    กิโลกรัม ข้าวสุก                   3½       กิโลกรัม           แป้งข้าวเจ้า              ½    กิโลกรัม น้ำสะอาด   วิธีทำ     นำปลามาล้างให้สะอาด ตัดครีบ นำไส้ออกให้หมด ใช้แปรงสีฟันล้างในท้องปลาให้สะอาด เอาเลือดปลาออกให้หมด ผสมแป้งข้าวเจ้า 2½   ขีด  (ครึ่งหนึ่งของ ½   กิโลกรัม)  กับน้ำ 1 กะละมัง นำไป ล้างปลาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขจัดกลิ่นคาว นำปลาที่ล้างสะอาดแล้วหมักกับเกลือป่น 4 กำมือ  ใช้เวลาหมัก 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น ล้างปลาด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง และล้างด้วยแป้งข้าวเจ้า ผสมน้ำอีก 1 ครั้ง (อัตราส่วน แป้ง 2½ ขีด : น้ำ 1 กะละมัง) นำเกลือป่น 1 กำมือ ข้าวสุก เกลือเสริมไอโอดีน และกระเทียมบด ผสมให้เข้ากัน แบ่งสักเล็กน้อยคลุกเคล้ากับปลาที่ล้างแล้ว ส่วนที่เหลือนำไปใส่ในท้องปลาแต่ละตัวให้เต็มท้อง นำปลาไปหมักไว้ในถังที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 3-4 วัน ตักใส่ถุงพลาสติกขาย ขนาด ½ -1 กิโลกรัม หรือตามที่ลูกค้าต้องการ ตลาด/แหล่งจำหน่าย     ตลาดทั่วไป  หรือขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้า   ข้อแนะนำ     ทำให้สะอาด ปิดให้มิดชิด อย่าให้แมลงวันตอม   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  ประมาณ  700  บาท   รายได้ ประมาณ  35-100  บาท/กิโลกรัม  (ขึ้นอยู่กับชนิดของปลา)   วัสดุ/อุปกรณ์  โอ่งหรือไห  ครกขนาดใหญ่  ถุงพลาสติก  ปี๊บ   ส่วนผสม ปลาสด      20     กิโลกรัม         เกลือเม็ด      5     กิโลกรัม รำอ่อน        4      กิโลกรัม   วิธีทำ  นำปลาสด (ปลาน้ำจืด) มาขอดเกล็ด ตัดหัว ตัดครีบ ตัดหาง ควักไส้ ล้างน้ำให้สะอาด หมักเกลือเม็ดทิ้งไว้ 7 วัน นำรำอ่อนมาคั่วไฟให้หอม จากนั้นนำปลาที่หมักไว้มาตำในครก ตำเบาๆ พอให้เนื้อปลาแตก ใส่รำลงไป เพื่อให้เกลือและรำเข้าไปในเนื้อปลา นำไปใส่โอ่งหรือไห อัดให้แน่น ใช้พลาสติกมัดปิดปากโอ่งหรือไหให้สนิท ทิ้งไว้ 3 เดือน จึงนำออกจำหน่ายได้ โดยบรรจุถุงพลาสติกแล้วอัดลงปี๊บปิดด้วยพลาสติก หรือบรรจุถุงพลาสติกตามปริมาณที่ลูกค้าต้องการ ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาดสด  ออกร้านตามงานต่างๆ  ขายส่งให้พ่อค้า-แม่ค้า   ข้อแนะนำ  ปลาร้าใช้ปลาน้ำจืดทำได้ทุกชนิด ชนิดขนาดใหญ่ใช้ปลาช่อน ปลาดุก ขนาดกลางใช้ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาหมอ ขนาดเล็กใช้ปลากระดี่ และแบบหั่นเป็นชิ้นๆ การหมักปลาร้าในไหหรือโอ่ง ต้องอัดให้แน่นและปิดให้สนิท เพื่อทำให้อร่อย   และไม่เน่าเสีย   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน    PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 1,800 บาท   รายได้ 1,400 บาท/10 กิโลกรัม   วัสดุ/อุปกรณ์ ลังถึง เตาถ่าน กะละมัง ใบตอง ตอกไม้ไผ่ มีด เครื่องบด   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์   ร้านค้าจำหน่ายเครื่องครัว  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป   ส่วนผสม  เนื้อปลา             10       กิโลกรัม           แป้งมัน                8       กรัม พริกไทยป่น          4       ช้อนโต๊ะ          ไข่ไก่                10       ฟอง น้ำตาลทราย         2      ช้อนโต๊ะ            มันหมูบดละเอียด     1     กิโลกรัม เกลือป่น                5     ช้อนโต๊ะ   วิธีทำ นำปลาสดแล่เอาแต่เนื้อ ล้างน้ำให้สะอาด ปลาสด 13 กิโลกรัม แล่แล้วจะได้เนื้อปลาประมาณ 10 กิโลกรัม นำเนื้อปลาที่แล่แล้วมาบดหรือสับเนื้อปลาจนละเอียด นวดปลาที่บดละเอียดแล้วกับเกลือ โดยทยอยเติมเกลือทีละน้อยนานประมาณ 10 – 15 นาที เมื่อเนื้อปลาเหนียวดีแล้ว เติมแป้งมัน พริกไทย ไข่ไก่ น้ำตาลทราย คลุกเคล้ากันให้ทั่ว แล้วใช้มือนวดไปเรื่อยๆ จนเนื้อปลากับเครื่องปรุงผสมกันได้ที่แล้ว เติมมันหมูลงผสมให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง นวดต่อไปจนเนื้อปลาเริ่มมีสีนวลและมีความเหนียว นำใบตองสดตัดตามขนาดที่ต้องการนำมาห่อเนื้อปลา ห่อแบบหมูยอ มัดให้แน่นด้วยตอกไม้ไผ่ ที่สำคัญใบตองที่ใช้ห่อต้องไม่ให้หนาจนเกินไป จะทำให้เนื้อปลาสุกไม่ทั่วถึง นำเนื้อปลาที่ห่อเสร็จแล้วใส่ลังถึง นำไปนึ่งด้วยเตาถ่าน ตั้งน้ำให้เดือด ใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที สุกแล้วนำไปจำหน่ายทันที ตลาด/แหล่งจำหน่าย   ตลาดสดในท้องถิ่น   สถานที่ฝึกอบรม สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง โทร. 9406130-45   ข้อแนะนำ   ปลาที่นำมาใช้ต้องเป็นปลาที่สด และควรเลือกใช้ปลานวลจันทร์ ปลานิล ปลายี่สก ปลากราย หากจะใช้ปลาทะเล ควรใช้ปลาทรายแดง ปลาอินทรีย์ เพราะจะได้เนื้อปลาที่เหนียวนุ่ม   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน    ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 15,000 บาท ซื้ออุปกรณ์ เช่น เครื่องบด กะละมัง ทัพพี ฯลฯ (ซื้อครั้งแรก) ซื้อส่วนผสม เช่น พริก ข่า หอม ตะไคร้ ฯลฯ (ส่วนผสมนี้ประมาณ 2,000 บาท) วัสดุ/อุปกรณ์ เครื่องบด กะละมัง ทัพพี (ต้องใช้สแตนเลสเท่านั้น)   รายได้ ประมาณ 3,000 บาท/ส่วนผสม 1 ชุด   ส่วนผสม ข่า                  3       กิโลกรัม             ตะไคร้             6        กิโลกรัม กระเทียม        10        กิโลกรัม           หัวหอมแดง      6        กิโลกรัม กะปิ                6        กิโลกรัม            พริกแห้ง          8       กิโลกรัม  มะกรูด         1.7       กิโลกรัม    วิธีทำ นำส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นกะปิ ล้างน้ำให้สะอาด ปอกหัวหอม กระเทียม เด็ดก้านพริกแล้วนำไปแช่ในน้ำสะอาดจนนิ่ม บีบเอาน้ำออก นำส่วนผสมทั้งหมดใส่เครื่องบด เคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาดสดทั่วไป หรือหากผลิตได้จำนวนมากอาจติดต่อพ่อค้าคนกลางมารับไปจำหน่าย   ข้อแนะนำ    ถ้าเป็นแกงเขียวหวานให้ใส่พริกสดสีเขียวแทนพริกแห้ง หรืออาจใส่ใบพริกสดสัก 20-30 ใบ ร่วมด้วยก็ได้ เครื่องบด ควรเลือกชนิดเครื่องบดยา เพราะจะได้เครื่องแกงที่ละเอียดน่ารับประทาน  ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน    ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  2,000  บาท   รายได้ ประมาณ  500 – 600  บาท/5 กิโลกรัม   วัสดุ/อุปกรณ์ กระทะ  ตะหลิว  เตา  กระปุกบรรจุ  กะละมัง  ครก  ลังถึง   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ร้านขายเครื่องครัว  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป   ส่วนผสม  เนื้อปลาสด            4    กิโลกรัม         มะขามเปียก           3    ขีด พริกขี้หนูแห้ง          5    ขีด                 กระเทียมปอกเปลือก        0.5-1     กิโลกรัม น้ำตาลทราย          8   ขีด                 หัวหอมปอกเปลือก          0.5-1     กิโลกรัม เกลือป่น               1   ถุงเล็ก             ซอสปรุงรส         ¾    ขวด ซีอิ๊วดำ      น้ำมันพืช   วิธีทำ   นำปลาทรายมาขอดเกล็ด ตัดหัวควักไส้ออก ล้างน้ำให้สะอาด นำมานึ่งในลังถึง 20 นาที จนสุก แล้วแกะเอาแต่เนื้อขาวๆ แต่ระวังอย่าให้ก้างชิ้นเล็กชิ้นน้อยติดมาด้วยปลาสด 10 กิโลกรัม นึ่งแล้วจะได้เนื้อปลา 4 กิโลกรัม ยีเนื้อปลาที่แกะไว้ด้วยมือให้ละเอียด แล้วพักไว้ นำซอสปรุงรส  น้ำตาลทราย 4 ขีด เกลือป่น และซีอิ๊วดำเล็กน้อย ผสมให้ละลายเข้ากัน แล้วใส่ลงไปผสมในเนื้อปลาที่ยีไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากันจนมีสี  เข้มสวย นำกระทะวางบนเตาถ่านใช้ไฟอ่อนๆ ไม่ต้องรอให้กระทะร้อน ไม่ต้องใส่น้ำมันใส่เนื้อปลาลงในกระทะแล้วผัดสลับกับการยี หรือกดเนื้อปลาในกระทะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เนื้อปลาจะแห้งมีลักษณะเป็นฝอยๆ เหมือนหมูหยอง แต่หากยังไม่ชำนาญ ก็แบ่งเนื้อปลาผัดทีละน้อยจะได้สุกและแห้งทั่วถึง   ปลาจะไม่เป็นก้อนและไหม้ติดกระทะ นำพริกขี้หนูแห้ง พริกชี้ฟ้าแห้ง ไปคั่วจนเหลืองกรอบ แล้วนำมาโขลกให้ละเอียดพักไว้ นำกระเทียมและหัวหอมที่ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แยกกันทอดในน้ำมันจนเหลืองกรอบสีน้ำตาล กระเทียมทอดแล้วนำไปโขลกให้แหลก ส่วนหัวหอมใช้มือขยำพอแหลก แต่ไม่ต้องละเอียดมาก นำมะขามเปียกคั้นน้ำพอให้ข้นไม่เหลวจนเกินไป ใส่ลงกระทะ เติมน้ำตาลทราย  4 ขีด เคี่ยวน้ำมะขามให้งวดนิดหน่อย แล้วเติมพริกที่โขลกไว้ลงไป ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน อย่าให้เนื้อปลาจับเป็นก้อน ใช้เวลา 20-30 นาที พอแห้งเข้ากัน  ดีแล้วใส่หัวหอมและกระเทียมที่เตรียมไว้ลงไปผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วตักใส่ถาด ผึ่งไว้ให้แห้งสนิทและเย็น ก่อนที่จะบรรจุใส่ภาชนะขาย ตลาด/แหล่งจำหน่าย ร้านขายของชำ  ตลาดทั่วไป  มินิมาร์ท   สถานที่ฝึกอบรม ชมรมลุงขาวไขอาชีพ  โทร. 0-2538-3981   ข้อแนะนำ ปลาที่จะนำมาทำปลาหยองควรเลือกซื้อปลาทรายขาวสดๆ เท่านั้น จะให้เนื้อปลาและรสชาติที่ดี หากใช้ปลาชนิดอื่นทำปลาหยองแล้วจะมีสีคล้ำน่ารับประทาน ส่วนผสมทั้งหมดหากทำปริมาณน้อยสามารถปรับลดได้ตามความต้องการ   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน   ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน       ประมาณ  6,000 – 7,000  บาท  (โอ่งมังกร 350  บาท อวนไนล่อนม้วนละ 300  บาท)                               รายได้     34,000  บาท/20 โอ่ง วัสดุ/อุปกรณ์             โอ่งมังกรพร้อมฝาปิด  อวนไนล่อน  ชะลอมไม้ไผ่   กะละมัง  ขวดกลม จุก ฉลาก วิธีทำ                        ส่วนผสม ปลากระตัก      3       ส่วน เกลือ             1       ส่วน ขั้นตอน นำปลากระตักกับเกลือมาผสมคลุกเคล้าในกะละมัง (ห้ามล้างปลากับน้ำบาดาลหรือน้ำประปาเด็ดขาด) เพียงแค่เก็บเศษผงและปลาที่แปลกปลอมออกเท่านั้น  คลุกเคล้าเสร็จแล้วก็นำมาเทใส่โอ่งมังกร ทยอยคลุกเคล้าและทยอยเทใส่โอ่งไปเรื่อยๆ จนเกือบเต็มโอ่ง โดยเหลือพื้นที่ว่างเอาไว้ประมาณ  1  คืบ  ใช้มือกดเบาๆ จากนั้นใช้เกลือเม็ดโรยปิดหน้าให้มีความหนาประมาณ  2 เซนติเมตร เพื่อกันแมลงวันลงไปไข่  เสร็จแล้วใช้อวนไนล่อนปิดปากโอ่งอีกครั้ง คอยเปิดอวนเพื่อตากแดดทุกวัน  ควรระวังอย่าให้น้ำฝนลงไปปะปน ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ 5,000 บาท (เตาพร้อมถังแก๊ส 2,000 บาท เครื่องบดอาหาร 700 บาท) รายได้    ประมาณ  15-20  บาท/ขวดขนาด 250 ซีซี วัสดุ/อุปกรณ์ เตาพร้อมถังแก๊ส  หม้อ  ทัพพี  เครื่องบดอาหาร  กะละมัง  ผ้าขาวบาง  มีด  ขวดแก้วบรรจุพร้อมฝาจุกปิดขวด  กรวยสำหรับบรรจุ แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์  ย่านเวิ้งนาครเขษม  สำเพ็ง  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป ส่วนผสม  รวงข้าวอ่อน (ข้าวเจ้าหอมมะลิ)       2     ถ้วยตวง น้ำตาลทราย                               1     ถ้วยตวง  ถั่วเหลือง                                   2     ถ้วยตวง ใบเตยหั่นละเอียด                        ½    ถ้วยตวง  น้ำสะอาดพอประมาณ วิธีทำ   นำรวงข้าวอ่อนผสมน้ำสะอาดปั่นจนละเอียด   กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำนมข้าว นำถั่วเหลืองแช่น้ำ 1 ชั่วโมง  แล้วผสมน้ำสะอาดปั่นจนละเอียด  กรองเอาแต่น้ำนมถั่วเหลือง นำใบเตยหั่นละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย ปั่นจนละเอียด กรองเอาแต่น้ำใบเตย นำน้ำนมถั่วเหลืองตั้งไฟ เคี่ยวให้ข้น  ใส่น้ำนมข้าว คนเรื่อย ๆ ใส่น้ำตาลทราย  คนให้น้ำตาลละลายและข้น จึงใส่น้ำใบเตย ต้มจนเดือด ยกขึ้นจากเตา ทิ้งไว้ให้เย็น  แล้วบรรจุขวดนำไปจำหน่าย ตลาด/แหล่งจำหน่าย   แหล่งชุมชน  ตลาดนัด  ออกร้านในงานเทศกาลต่าง ๆ  ฝากขายตามร้านค้าหรือมินิมาร์ท ข้อแนะนำ  ข้าวเจ้าทุกพันธุ์สามารถนำมาทำน้ำนมข้าวยาคูได้  แต่ถ้าจะให้ดี ควรเป็นข้าวหอมมะลิ เพราะจะเพิ่มความหอมน่ารับประทาน น้ำนมข้าวยาคูมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี แมกนิเซียม  คาร์โบไฮเดรท  โปรตีน และไฟเบอร์ ซึ่งเป็นกากใยอาหารที่คอยดูดซับไขมันทำให้ไม่อ้วน  เหมาะที่จะนำไปเป็นของฝาก  ของเยี่ยมไข้  หรือถวายพระ    ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน      ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 4,500 บาท (เตาพร้อมถังแก๊ส  2,000  บาท  ถังน้ำแข็ง  500-600  บาท) รายได้ ประมาณ  750  บาท/75  ขวด วัสดุ/อุปกรณ์ เตาพร้อมถังแก๊ส  ถังน้ำแข็ง  ขวดพลาสติกขนาด 230 ซีซี พร้อมฝาจุกปิดขวด เครื่องบดอาหาร  ผ้าขาวบาง  มีด  กรวยสำหรับบรรจุ  หม้อ  กะละมัง แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ย่านเวิ้งนครเขษม  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป ส่วนผสม เนื้อข้าวโพด     5         กิโลกรัม     น้ำสะอาด     5    กิโลกรัม น้ำตาลทราย     750     กรัม           เกลือ          2    ช้อนชา วิธีทำ นำฝักข้าวโพดสดมาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด ใช้มีดบางและคมฝานเอาเฉพาะเมล็ดให้ได้น้ำหนัก 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ นำขึ้นตั้งไฟปานกลางจนกระทั่งเดือดยกลง  รอให้เย็น นำมาบดให้ละเอียดด้วยเครื่องบด แล้วใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำนมข้าวโพด จะได้น้ำนมข้าวโพดมีสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมถั่วเหลือง  และมีกลิ่นหอมของข้าวโพด ใส่น้ำตาลทรายและเกลือผสมลงไป นำขึ้นตั้งไฟกลางจนเดือดอีกครั้ง ประมาณ 45 นาที หรือสังเกตจนกว่าน้ำนมจะแตกมัน  แล้วยกลง น้ำนมที่ต้มได้ที่แล้ว เมื่อยกลงยังมีอุณหภูมิประมาณ 75 องศาเซลเซียส ต้องกรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง  เพื่อให้เศษผงที่ติดมากับน้ำตาลหลุดออกไป จากนั้นรีบนำน้ำนมข้าวโพดบรรจุขวดพลาสติกที่เตรียมไว้ (เป็นขวดพลาสติกที่ล้างสะอาด  แล้วนึ่งฆ่าเชื้อประมาณ 5-10 นาที หรือลวกด้วยน้ำเดือด ทิ้งไว้ให้แห้งก่อนนำมาบรรจุ) โดยใช้กรวยเสียบลงในปากขวด กรอกน้ำนมลงไป ปิดฝาจุกขวดให้แน่น นำไปใส่ในถังน้ำแข็ง เมื่อความร้อนพบกับความเย็นทันทีจะสามารถฆ่าเชื้อได้ระดับหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการพาสเจอร์ไรส์ได้เช่นกัน นำขวดน้ำนมข้าวโพดขึ้นมา ใช้ผ้าเช็ดข้างขวดให้แห้งสนิท ติดสลากข้างขวด  แล้วเก็บไว้ในที่เย็นจัดเพื่อรอการจำหน่ายต่อไป ตลาด/แหล่งจำหน่าย แหล่งชุมชน  ตลาดนัด  ออกร้านในงานเทศกาลต่าง ๆ หรือฝากขายตามร้านค้าทั่วไป สถานที่ฝึกอบรม สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 942-8200-45 ต่อ  1336-1339 ข้อแนะนำ หากต้องการให้น้ำนมข้าวโพดมีสีขาวข้น และกลิ่นหอม ควรใช้ข้าวโพดหวานพันธุ์  เอ ที เอส สามารถแต่งกลิ่นโดยใช้ใบเตยสดทั้งใบล้างให้สะอาดใส่ในหม้อต้มน้ำนมข้าวโพดจะทำให้มีกลิ่นหอมใบเตย  กากข้าวโพดที่เหลือ  หากนำมาผสมกับน้ำกะทิ 1,000 กรัม น้ำตาลทราย  1,500  กรัม  กวนด้วยไฟอ่อนๆ จนกระทั่งเนื้อข้าวโพดไม่ติดกระทะ ยกขึ้นผึ่งให้เย็น  ก็จะได้ “ข้าวโพดกวน” ซึ่งนำไปห่อกระดาษแก้วจำหน่ายได้ สามารถต้มขายลักษณะวันต่อวัน เช่นเดียวกับน้ำเต้าหู้ก็ได้ หรือหากมีเงินลงทุนมาก ควรซื้อหม้อพาสเจอร์ไรส์ ราคาประมาณ  30,000  บาท   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน 3,000  บาท รายได้ 60 - 75  บาท/1 กิโลกรัม วัสดุ/อุปกรณ์ หม้อ  กะละมัง  ขวดแก้ว ส่วนผสม เนื้อมะม่วงสุกบดละเอียด       200     กรัม          พริกชี้ฟ้าแดงดอง                200     กรัม น้ำตาลทราย                      250     กรัม           เกลือ                                 50     กรัม กระเทียมดอง                      40     กรัม          น้ำส้มสายชูกลั่น                 260       กรัม วิธีทำ เลือกมะม่วงสุกเหลืองทั้งลูก ล้างให้สะอาด แล้วนำไปลวกในน้ำเดือด 10 นาที โดยไม่ต้องปอกเปลือก จากนั้นนำมะม่วงมาผ่าเป็นสองส่วน ใช้ช้อนตักเนื้อแยกออกจากเปลือกและเมล็ด  แล้วนำเนื้อมะม่วงที่ได้ไปปั่นหรือบดด้วยเครื่องปั่นหรือเครื่องบดอาหารจนละเอียดทั่วกันหมด นำเนื้อมะม่วงไปกรองด้วยตะแกรงหรือกระชอนเล็กตาถี่ๆ หรือใช้ผ้าขาวบางเตรียมพริกชี้ฟ้าแดงดอง ใช้พริกชี้ฟ้าสุกแดงทั้งเม็ด ตัดก้านทิ้ง ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปนึ่งในไอน้ำเดือดนาน 5 นาที แล้วตักพริกชี้ฟ้าลงไปในโหลหรือขวดปากกว้าง ดองพริกชี้ฟ้าด้วยการใส่น้ำส้มสายชูกลั่น 5% ลงไปพอท่วมพริก ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 20 วัน จะทำให้พริกเนื้อนิ่ม ไม่มีเมือกเหนียวเตรียมกระเทียมดอง  ใช้กระเทียมปอกเปลือก เลือกเอาแต่กลีบที่สมบูรณ์ ล้างแล้วนึ่งก่อนจะนำไปดองไว้ 20 วัน นำกระเทียมดอง พริกชี้ฟ้าแดงดอง เกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู  ซึ่งให้ได้น้ำหนักและปริมาณตามส่วนผสมนำไปปั่นหรือบดให้ละเอียด นำไปกรองแยกกาก หรือใช้ผ้าขาวบาง จากนั้นนำเนื้อมะม่วง     ที่บดไว้แล้วมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปต้มที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส  นาน 15 นาที ใช้ช้อนคนตลอดเวลา เพื่อทำให้ซอสข้นขึ้น บรรจุขวดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ตั้งทิ้งไว้อุณหภูมิห้อง ข้อแนะนำ ซอสมะม่วงที่ดีต้องมีเนื้อละเอียด เนื้อเนียนแน่น มีความคงตัว ไม่เหนียวหรือข้นเกินไป ไม่มีกลิ่นเฉพาะตัวของมะม่วง ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม กลุ่มงานวิเคราะห์วิจัยการแปรรูปผลผลิตและวัสดุ เหลือใช้ทางเกษตรกองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร  โทร. 0-2579-0151-8 ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ  4,000  บาท   (กิ่งหม่อน  3,000  บาท/ตัน) รายได้    ประมาณ  36,000  บาท/100  กิโลกรัม  (กิ่งหม่อน 1 ตัน) วัสดุ/อุปกรณ์  มีด  หม้อ  เตา  ตะแกรงลวด  พลาสติก  กระทะ  ตะหลิว  ถุงมือยาง วัตถุดิบ  ใบหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 18 แหล่งจำหน่ายใบหม่อน  ย่านทองผาภูมิและไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรี   วิธีทำ    คัดเลือกใบหม่อนที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป  ล้างน้ำให้สะอาด  ตัดแกนกลางของใบทิ้ง  นำมาหั่นขนาด  1 x 3-4 เซนติเมตร ลวกในน้ำเดือดหรือน้ำร้อนที่อุณหภูมิ  90-95  องศาเซลเซียส  นาน 30 วินาที  แล้วนำขึ้นไปจุ่มในน้ำเย็นทันที เพื่อรักษาสีเขียวของใบหม่อนให้คงอยู่หลังจากผ่านขั้นตอนต่างๆจนกระทั่งเป็นชา  จากนั้นนำขึ้นผึ่งแดดในตะแกรงลวดมีพลาสติกคลุม ประมาณ 20-30 นาที นำใบหม่อนใส่กระทะใบใหญ่ ตั้งไฟอ่อนๆ สวมถุงมือยาง    แล้วนวดใบหม่อนเพื่อให้แตกกลิ่นออกมาและเพื่อให้ใบหม่อนม้วนตัวไม่ติดกันเป็นก้อน  รวมทั้งได้รับความร้อนจากกะทะอย่างทั่วถึงจากนั้นจึงค่อยใช้ตะหลิวคั่วกลับไปกลับมาจนแห้งสนิท  แล้วนำไปตากแดดจัด ๆ อีกสัก 1-2 ชั่วโมง  จึงบรรจุใส่ถุงจำหน่าย ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ร้านขายยา  ร้านค้าทั่วไป  มินิมาร์ท  ซูเปอร์มาร์เก็ต ข้อแนะนำ   ชาเขียวที่บรรจุใส่ถุงต้องแห้งสนิทจริงๆ มิฉะนั้นจะเกิดเชื้อราและ แบคทีเรีย  ทำให้ชาเสื่อมคุณภาพ เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค  จึงควรใช้เตา อบเค้กหรือเตาอบพลังแสงอาทิตย์  เพื่อประหยัดเวลาและได้คุณภาพ  โดยวิธีทำ ข้อ 3. ให้คั่วใบหม่อนประมาณ ½  ชั่วโมง แล้วนำเข้าเตาอบ  ที่อุณหภูมิ 80  องศาเซลเซียส   1 ชั่วโมง  จึงบรรจุใส่ถุง นอกจาก “ชาเขียว”  ยังทำเป็น “ชาซอง”  (ชาฝรั่ง) ได้ดังนี้      2.1 นำใบหม่อนตัดแกนกลางทิ้งและหั่นเหมือนชาเขียว คั่วด้วยไฟอ่อน  ขณะคั่วใช้มือนวดใบหม่อนแรง ๆ เพื่อให้เซลล์ใบหม่อนแตกและช้ำ  คั่วจนใบหม่อนแห้งกรอบ     2.2 นำใบหม่อน 1 กิโลกรัม ผสมชะเอมผง 50 กรัม  (เพื่อเพิ่มความชุ่ม  คอ)  บดด้วยเครื่องบดอาหารจนป่นละเอียด  นำใบหม่อนป่นบรรจุลงในซองสำหรับบรรจุชา  แล้วปิดปากถุงด้วยเครื่องซีลปากถุง  นำซองชาใส่ในถุงซิปขนาดตามต้องการ  แล้วบรรจุกล่องจำหน่าย   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน   ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  3,000 – 4,000 บาท รายได้ 4,000 บาท/ข้าวสาร 10  กิโลกรัม วัสดุ/อุปกรณ์ กะละมัง ไม้พายไม้ ไม้พายพลาสติก ทัพพี พิมพ์สแตนเลส (สั่งทำเป็นรูปวงกลมเหลี่ยม) แท่นอัดข้าวตัง (เป็นเหล็กสั่งทำราคา 1,500 บาท) ตะแกรงตากเป็นผ้ามุ้งสีเขียว ขอบไม้ ถุงพลาสติก แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ห้างสรรพสินค้าทั่วไป  ย่านเวิ้งนาครเขษม ส่วนผสม ข้าวท่อนหอมมะลิ          1         กิโลกรัม  น้ำ                           5.5        กิโลกรัม แป้งมัน                       2         ช้อนโต๊ะ วิธีทำ นำข้าวท่อนหอมมะลิมาเก็บกรวดสิ่งสกปรกออกให้หมด ล้างน้ำ 2–3 ครั้ง แล้วนำไปหุง    ระหว่างรอข้าวสุกนำแป้งมันไปผสมกับน้ำพอประมาณ ใส่หม้อตั้งไฟเคี่ยวให้พอมีสีขาวใสเหนียวไม่ต้องข้นมาก นำข้าวที่หุงสุกแล้วมาใส่กะละมัง คลุกเคล้ากับแป้งมันให้เข้ากันทั้งหมด ใช้ฟองน้ำชุบน้ำเช็ดแท่นกดให้สะอาด แล้วใช้ถุงพลาสติกตัดแผ่ออกให้ได้ขนาดเท่ากับแท่นตัด วางลงบนแท่น ตักข้าวใส่ตรงกลางแผ่นพลาสติก กะพอประมาณแล้วใช้พลาสติกใสอีกแผ่นหนึ่งมีขนาดเท่ากันปิดทับ หมุนแท่นกดมาปิด หากต้องการให้หนามากก็กดลงไปน้อย  หากต้องการให้บางก็กดลงมากหน่อย เมื่อกดเสร็จแล้วยกแผ่นเหล็กออก ใช้พายพลาสติกตัดขอบข้าวให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วยกแผ่นออกมาวางบนโต๊ะ ใช้พิมพ์กดลงไปที่ข้าวพยายามกดให้ชิดกันมากที่สุด แล้วใช้ไม้พายไม้แซะข้าวส่วนที่เกินจากรูปพิมพ์มาใส่ภาชนะไว้ เพื่อจะนำขึ้นแท่นกดใหม่อีกครั้งจนกว่าข้าวจะหมด นำข้าวตังดิบที่ได้จากข้อ 3 มาใส่ตะแกรงเพื่อนำไปตากแดด หากแดดจัดวันเดียวก็แห้ง แต่ถ้าแดดไม่จัดตากเพิ่มอีก 2-3 วัน  พอรุ่งเช้าก็นำมาผึ่งแดดอีกครั้ง ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนชั่งน้ำหนักบรรจุกล่อง  เพื่อรอการจำหน่ายต่อไป ตลาด/แหล่งจำหน่าย ร้านขายขนม  ร้านเบเกอรี่  ร้านที่ทำข้าวตังหน้าต่าง ๆ ขาย ข้อแนะนำ นอกจากทำข้าวตังดิบแล้ว ควรทำข้าวตังหน้าต่างๆ ขายด้วย เช่น หน้าหมูหยอง หน้ากระเทียม  หน้าเนย เพื่อเพิ่มรายได้ การทำข้าวตังดิบไม่ควรทำในฤดูฝน เพราะจะไม่มีแสงแดด ข้าวตังที่ได้จะแตกร่วนไม่เป็นแผ่น ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  ครั้งแรกประมาณ  3,500  บาทขึ้นไป (เครื่องบดเนื้อหมู  2,000 – 5,000 บาท)   รายได้ ประมาณ  850 บาท/7 กิโลกรัม   วัสดุ/อุปกรณ์   เครื่องบดเนื้อหมู  มีด  เชือกปอหรือเชือกป่าน  ถังน้ำและกะละมัง   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์  ร้านจำหน่ายอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร  เวิ้งนาครเขษม   ส่วนผสม  ไส้หมูขม          1  กิโลกรัม      มันหมูชนิดแข็ง  3  กิโลกรัม        เนื้อหมู            7  กิโลกรัม            เกลือ           1.5  ขีด              น้ำตาลทราย    2  กิโลกรัม              น้ำยาจีนดองเหล้า 1-2 ช้อนชา            ซีอิ๊วขาว   1  ขวด   วิธีทำ นำไส้หมูขมมาขูดด้วยมีดเอาไขมันหรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ในไส้ออกให้หมดจนเหลือแต่แกนของไส้ ล้างให้สะอาดในน้ำเกลือแล้วล้างในน้ำสะอาดอีกหลายๆ น้ำ  จนแกนไส้มีสีขาวนวล จึงนำมาแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ก่อนที่จะกรอกเนื้อหมูใส่ นำขาหลังของหมูซึ่งจะมีมันและเอ็นน้อย ทำการเลาะเอามัน เอ็นและหนังออกให้ได้เนื้อหมู 7 กิโลกรัม  แล้วนำมาบดด้วยเครื่องบดจนละเอียด นำเนื้อหมูบดปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ซีอิ๊วขาว และน้ำยาจีนดองเหล้า (ซึ่งเป็นน้ำที่ได้จากการหมักยาจีนกับเหล้าขาว ควรดองทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จนน้ำมีสีแดงเข้มเพื่อทำให้มีกลิ่นหอมและเนื้อหมูนุ่ม) คลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างกับเนื้อหมูจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมันหมูแข็งมาหั่น ซอยเป็นลูกเต๋าชิ้นเล็กๆ ขนาดเล็กกว่านิ้วก้อยเล็กน้อย ผสมลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันกับเนื้อหมูบดที่ปรุงรสแล้ว นำไส้หมูที่เตรียมไว้มามัดปลายด้านหนึ่งด้วยเชือกปอหรือเชือกป่าน แล้วค่อยทยอยใส่เนื้อหมูบดลงไปทีละน้อยจนกุนเชียงมีขนาดและความยาวตามต้องการ จึงมัดปลายอีกด้าน ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหมดเนื้อหมูบด หรือจะใส่เนื้อหมูบดให้หมดความยาวของไส้หมูเสียก่อน จึงทยอยมัดเชือกแล้วค่อยตัดให้ได้ขนาดตามต้องการก็ได้ หลังจากนั้น นำกุนเชียงตากแดดให้แห้ง 2-4 วัน  กุนเชียงจะเริ่มมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ และมีสีแดงเข้มขึ้นโดยไม่ต้องใส่สี  สามารถนำไปจำหน่ายได้ ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดสดทั่วไป  ร้านขายอาหาร  ซูเปอร์มาร์เก็ต  ฝากขายตามร้านค้า   สถานที่ฝึกอบรม      สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตพระนครใต้  โทร. 0-2211-2052, 0-2211-2056   ข้อแนะนำ หากกิจการก้าวหน้า ต้องทำกุนเชียงปริมาณมากขึ้น ควรซื้อเครื่องผสมเนื้อหมูบดแทนการใช้มือ เครื่องอัดเนื้อหมูบดเข้าไส้และเครื่องอบกุนเชียง ซึ่งใช้เวลา การอบในเตาเท่าๆ กับการตากแดด อุณหภูมิประมาณ 50-60 องศา  แต่สามารถเก็บกุนเชียงได้นานประมาณ 1 เดือน  ถ้าตากแดดจะเก็บไว้ได้ประมาณ 7-10 วัน กุนเชียงที่ดีจะต้องแห้งสนิท ถ้าไม่แห้งจะขึ้นรา นอกจากกุนเชียงที่ทำจากเนื้อหมูแล้ว ยังสามารถทำ “กุนเชียงไก่” ที่ทำจากเนื้อไก่ได้ในกรรมวิธีเดียวกัน   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ค่าทุนอุปกรณ์ 1,500 – 1,500 บาท  ค่าทุนวัตถุดิบ 300 – 400 บาท                   (ผลิตได้ประมาณ75 – 80 ขวด) รายได้    ประมาณ 600 บาท  (ขายขวดละ 12 บาท) วัสดุ/อุปกรณ์   เตาแก๊สพร้อมถัง หรือเตาถ่าน  หม้อใบใหญ่  หม้อกรองใบชา  กระชอนตาถี่  ทัพพีผ้าขาวบาง    กระบวย   แก้วบีกเกอร์หรือถ้วยตวง    เหยือกน้ำ   ขวดสำหรับบรรจุ    (อุปกรณ์บางอย่างมีอยู่แล้วในครัวเรือน) แหล่งจำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์  ตลาด  ซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ส่วนผสม      ใบชาเขียวคัดพิเศษและชาเขียวกลิ่นมะลิ 1.5  ถ้วยตวง     น้ำตาลอ้อย    น้ำผึ้งแท้  100 %  (หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้า) น้ำสะอาด 7 เหยือก    (1 เหยือก  =  1,500  มิลลิลิตร) วิธีทำ    นำขวดสำหรับบรรจุมาล้างทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายใน ด้วยน้ำสะอาดตากทิ้งไว้ให้แห้ง เทน้ำใส่หม้อใบใหญ่ยกขึ้นตั้งไฟต้มจนน้ำเดือด  นำใบชาใส่ลงไปในหม้อต้มต่อจนน้ำเดือดให้หรี่ไฟตั้งทิ้งไว้ประมาณ 2 – 3 นาที             จากนั้นยกลงพักไว้ 10 นาที นำผ้าขาวบางวางลงบนกระชอน (เพื่อกรองตะกอนและเศษใบชา) และยกกระชอนวางลงบนปากหม้ออีกใบหนึ่ง  ค่อย ๆ เทน้ำชาลง   ในกระชอน  (จะใช้หม้อกรองใบชาก็ได้)   เติมน้ำตาลอ้อยและน้ำผึ้งลงไปคนผสมให้เข้ากันชิมดูจนมีรสกลมกล่อม  เสร็จแล้วใช้กระบวยตักน้ำชาใส่เหยือก  จากนั้นเทใส่ขวดที่เตรียมไว้ นำไปแช่ในช่องแช่แข็งหรือในตู้แช่ที่มีอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส  โดยรักษาความเย็นให้สม่ำเสมอจะสามารถเก็บไว้ได้นาน 1 สัปดาห์ ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ขายส่งตามร้านค้าทั่วไป  ฝากขายตามร้านค้าของสถาบันการศึกษา ข้อเสนอแนะ   เป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม  ขายง่าย ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน   ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ  4,000  บาท ( รถเข็นราคาประมาณ 3,000  บาท)   รายได้ ประมาณ  800  บาท/วัน   วัสดุ/อุปกรณ์   รถเข็น เตาถ่าน ตะแกรง กะละมัง หม้อ ไม้เสียบไก่ ถุงพลาสติก   ส่วนผสมไก่ย่าง  ไก่สด               3     กิโลกรัม           กระเทียม     20     กลีบ รากผักชีหั่น       2     ช้อนโต๊ะ            พริกไทย      10     เม็ด เกลือป่น            2    ช้อนชา             ซีอิ๊วหวาน       1    ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย     1    ช้อนโต๊ะ               วิธีทำ นำไก่สดเป็นชิ้นๆ  ได้แก่ น่อง ขา ปีก สะโพก ตับ กึ๋น มาคลุกเคล้ากับพริกไทย กระเทียม รากผักชี ที่โขลกละเอียดแล้ว ใส่เกลือป่น ซีอิ้วหวาน  และน้ำตาลทราย คลุกให้เข้ากัน หมักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงนำมาเสียบไม้ ปีก น่อง ขาสะโพก เสียบชิ้นละไม้ สำหรับตับและกึ๋นเสียบไม้ละ 3-4 ชิ้น จากนั้นนำมาย่างเตาถ่านไฟปานกลาง ถ้าไฟแรงเกิน โรยด้วยขี้เถ้า ย่างให้สุกเกรียมทั้ง 2 ด้าน แต่อย่าให้ไหม้ ส่วนผสมน้ำจิ้ม น้ำจิ้มหวาน   พริกชี้ฟ้าแดงโขลกละเอียด      1   ช้อนโต๊ะ    น้ำกระเทียมดอง   ½      ถ้วยตวง น้ำตาลปี๊บ                            2   ถ้วยตวง     เกลือป่น                2      ช้อนโต๊ะ  น้ำส้มสายชู                          3   ถ้วยตวง   วิธีทำ  นำน้ำส้มสายชู เกลือป่น น้ำตาล น้ำกระเทียมดอง ใส่หม้อเคี่ยวจนเป็นยางข้น ยกทิ้งไว้ให้เย็น ใส่พริกแดงโขลกละเอียด คนให้เข้ากัน น้ำจิ้มแจ่ว พริกป่น                               5  ช้อนโต๊ะ      น้ำปลา                   1    ถ้วยตวง น้ำมะนาว                            1  ถ้วยตวง      หอมหัวแดงซอย     1    ช้อนโต๊ะ น้ำปลาร้า                            2   ช้อนโต๊ะ     ข้าวคั่ว                   2    ช้อนโต๊ะ ต้นหอม ผักชีหั่น                   2   ช้อนโต๊ะ     วิธีทำ  นำส่วนผสมทุกชนิดผสมรวมกันให้เข้ากัน (น้ำปลาร้าไม่ใส่ก็ได้)   ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดทั่วไป  แหล่งชุมชน   ข้อแนะนำ   ควรขายควบคู่กับข้าวเหนียวนึ่งหรือส้มตำ เพื่อเสริมรายได้   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 800 บาท   รายได้    ประมาณ 500 บาท/วัน   วัสดุ/อุปกรณ์  โต๊ะ-เก้าอี้   ถาดวางแซนด์วิช   มีด   เขียง   ภาชนะใส่ขนมปังและไส้ พลาสติกใส(ห่อแซนด์วิช) สก๊อตเทป   ตะกร้าใส่ของ   วิธีทำไส้แซนด์วิช     มายองเนส  (น้ำสลัด)  ส่วนผสม น้ำมันสลัด         2    ถ้วยตวง      ไข่แดง (ไข่ไก่)      6   ฟอง มัสตาร์ด           1    ช้อนโต๊ะ      พริกไทยป่น          1   ช้อนชา  น้ำตาลทราย    1/3  ถ้วยตวง      เกลือป่น                1   ช้อนชา น้ำมะนาว          5   ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ผสมน้ำตาลทราย มัสตาร์ด พริกไทยป่น เกลือป่น เข้าด้วยกัน ใส่ไข่แดงลงไปคนหรือใช้เครื่องตีจนขึ้นฟู ใส่น้ำมันสลัดสลับกับน้ำมะนาวจนหมด    ผักดอง ส่วนผสม กะหล่ำปลีหั่นฝอย    2      ถ้วยตวง แครอทหั่นฝอย    1    ถ้วยตวง น้ำสำหรับดอง (น้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง และเกลือป่น 1 ช้อนชา ผสมกัน) วิธีทำ   เคล้ากะหล่ำปลีกับแครอทพอนิ่มล้างน้ำ ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ เทน้ำสำหรับดองใส่ในผัก เคล้าให้ทั่ว หมักไว้ 1 คืน นำขึ้นจากน้ำดอง บีบให้แห้ง สับให้ละเอียด ไส้ไก่ ส่วนผสม อกไก่ต้มสับละเอียด   ½ ถ้วยตวง   หมูแฮมติดมันเล็กน้อยสับละเอียด ½ ถ้วยตวง ผักดองสับละเอียด   1 ช้อนโต๊ะ มายองเนส (น้ำสลัด)   ¼ ถ้วยตวง วีธีทำ  ผสมเครื่องปรุงพอเข้ากัน ทาบนขนมปังชิ้นหนึ่ง  แล้ววางผักกาดหอมข้างบน เอาขนมปังอีกชิ้นหนึ่งทาเนยบาง ๆ ประกบกับชิ้นแรก ไส้ปลาทูน่า ส่วนผสม ปลาทูน่ากระป๋องยีละเอียด    1    ถ้วยตวง     หอมใหญ่สับละเอียด  ¼    ถ้วยตวง มายองเนส                       ¼    ถ้วยตวง     ก้านผักชีสับละเอียด     2   ช้อนโต๊ะ วิธีทำ  ผสมเครื่องปรุงให้เข้ากันทาบนขนมปังชิ้นหนึ่ง เอาขนมปังอีกชิ้นหนึ่งทาเนยบางๆ ประกบกับชิ้นแรก ไส้กรอกหรือแฮม ส่วนผสม ไส้กรอกหรือแฮมสไลซ์บางพอควร         ผักดองสับละเอียด        1    ถ้วยตวง มายองเนส (น้ำสลัด)    1    ถ้วยตวง วิธีทำ   ทาน้ำสลัดบนขนมปังชิ้นหนึ่ง โรยผักดองให้ทั่วแผ่น ปิดด้วยขนมปังอีกชิ้นหนึ่งซึ่งทาเนยด้านบน วางไส้กรอกหรือแฮมข้างบนขนมปัง เอาขนมปังอีกชิ้นหนึ่งทาเนยบาง ๆ ประกบรวมเป็นขนมปัง 3 แผ่น ไส้หมูหยอง วิธีทำ ผสมหมูหยองกับน้ำสลัด คลุกให้เข้ากัน ใส่วางบนขนมปังที่ทาเนยแล้ววางประกบกัน วิธีทำแซนด์วิช  นำขนมปังมาตัดริมแข็งออก ใส่ไส้ แล้วประกบกัน 2 แผ่น หรือ 3 แผ่น ตามต้องการ  จากนั้นตัดครึ่งเป็นชิ้น 3 เหลี่ยม  หรือตัดอีกครึ่งเป็นชิ้น 3 เหลี่ยมเล็ก ห่อด้วยกระดาษพลาสติกใส   ตลาด/แหล่งจำหน่าย   แหล่งชุมชน บริเวณที่คนสัญจรไปมา บริเวณใกล้ป้ายรถประจำทาง หรือใกล้สถานที่ทำงาน สถานที่ฝึกอบรม  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้  โทร. 02-211-2052, 02-211-2056 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช โทร. 02-281-0545, 02-282-8531-2 สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-942-8460, 02-579-2294 ต่อ 219-222 โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร   โทร. 02-613-7177-8, 02-613-7191 ข้อแนะนำ   ไส้แซนด์วิชสามารถดัดแปลงได้อีกมาก เช่น ไส้หมูหยองกับน้ำพริกเผา ไส้ตับบด ไส้ไข่ต้มสุก  ฯลฯ ควรเลือกใช้ขนมปังที่ใหม่ สด และนิ่ม และหากต้องการความสะดวกก็ใช้ขนมปังชนิดที่ตัดขอบสำเร็จแล้ว ควรขายในเวลาเช้า เพราะบุคคลส่วนใหญ่มักรับประทานเป็นอาหารเช้า ถ้ามีเงินลงทุนน้อย ก็ใช้โต๊ะชนิดพับได้ตั้งวางขายแซนด์วิช และมีเก้าอี้สำหรับนั่งขาย 1 ตัว แต่ถ้ามีเงินลงทุนมากก็อาจใช้เป็นรถเข็น   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน    ลิงก์ ดาวน์โหลด  เงินลงทุน ประมาณ 6,000 บาท (เตาพร้อมถังแก๊ส ราคา 2,000 บาท ตู้กระจก ราคา 1,500 บาท)   รายได้ ประมาณ  200  บาทขึ้นไป/เป็ด 1 ตัว   วัสดุ/อุปกรณ์ เตาพร้อมถังแก๊ส กระทะ หม้อ กะละมัง มีด เขียง ทัพพี ตู้กระจก เหล็กสำหรับเกี่ยวคอเป็ด   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์   ร้านค้าทั่วไป ห้างสรรพสินค้า  ย่านเวิ้งนาครเขษม   วิธีทำ      ส่วนผสมขั้นแรก เป็ดสด      7-8    ตัว      ขิงแก่ทุบ     200     กรัม ซีอิ๊วดำและน้ำมันพืชพอประมาณ วิธีทำ   1.     นำเป็ดสดที่ชำแหละแล้วใส่กะละมัง แล้วนำซีอิ๊วดำทาคลุกเคล้าให้ทั่วทั้งตัวเป็ดโดยให้สีสม่ำเสมอกันทุกส่วน 2.     ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชพอท่วมตัวเป็ด เมื่อน้ำมันร้อนให้นำเป็ดที่ทาซีอิ๊วแล้วลงทอด ประมาณ 5 นาที พอให้หนังเป็ดตึงจึงตักใส่ภาชนะ นำขิงแก่ทุบใส่เข้าไปในท้องเป็ด ส่วนผสมขั้นที่ 2 (การตุ๋นดับกลิ่นคาว) น้ำสะอาด     20    ลิตร       ขิงแก่ทุบ     100    กรัม เหล้าจีน         1    แก้ว      พริกไทยเม็ดทุบพอบุบ  20 เม็ด กระเทียมทุบ 30 กลีบ วิธีทำ 3.     นำน้ำใส่หม้อตั้งไฟต้มจนเดือด ใส่ขิงแก่ทุบ เหล้าจีน พริกไทย กระเทียม ผสมลงไปแล้วนำเป็ดที่เตรียมไว้ ลงไปต้มประมาณ 10 นาที นำขึ้นพักไว้ ส่วนผสมขั้นที่ 3 (ต้มพะโล้) น้ำสะอาด  20  ลิตร   ขิงแก่ทุบ  200   กรัม เหล้าขาวดีกรีสูง  2   ช้อนโต๊ะ  พริกไทยบุบ  30  เม็ด โป๊ยกั้ก  20   ดอก   อบเชย   200   กรัม กระเทียมสด  30      กลีบ  กระวาน 10-15   ลูก ซีอิ๊วดำ 1 ขวดใหญ่    ซอสถั่วเหลือง 1   ขวดใหญ่ น้ำตาลทรายแดง 1  กิโลกรัม   เกลือป่น  3   ห่อเล็ก น้ำตาลปี๊บ  1.5  กิโลกรัม วิธีทำ 4.     ตั้งหม้อใส่น้ำประมาณ 20 ลิตรใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไปต้มจนเดือดนำเป็ดในข้อ 3. ลงไปต้มหมั่นตักฟองและน้ำมันที่ลอยในหม้อทิ้ง ต้มประมาณ  45 นาที - 1 ชั่วโมง 5.     นำเป็ดพะโล้ใส่เหล็กแขวนในตู้กระจกเพื่อขายเป็นตัวหรือหั่นเป็นชิ้นขายพร้อมน้ำจิ้มต่อไป ส่วนผสมน้ำจิ้ม พริกขี้หนูสด         2-3    ขีด            กระเทียม   3    ขีด น้ำส้มสายชู             1    ถ้วยตวง     น้ำปลา       1   ถ้วยตวง เต้าเจี้ยว                ½    ถ้วยตวง    เกลือป่น     2   ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย           ½    ถ้วยตวง    ซีอิ๊วดำ       2   ช้อนโต๊ะ รากผักชี                  1    ขีด 6.     นำส่วนผสมทั้งหมดใส่เครื่องบดหรือตำให้ละเอียดก็จะได้น้ำจิ้มเป็ดพะโล้ ตลาด/แหล่งจำหน่าย  แหล่งชุมชนตลาดทั่วไป ข้อแนะนำ ควรซื้อเครื่องในเป็ดขายควบคู่กันด้วย สามารถดัดแปลงเป็นข้าวหน้าเป็ดหรือก๋วยเตี๋ยวเป็ดเพื่อเพิ่มรายได้   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน     ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ  6,000 บาท (รถเข็น  3,000  บาท  เตาพร้อมถังแก๊ส 2,000 บาท) รายได้ ประมาณ  400-500  บาท/วัน วัสดุ/อุปกรณ์ รถเข็น  เตาพร้อมถังแก๊ส กระทะ ตะหลิว หม้อ ทัพพีกลม  ตะแกรง มีด  เขียง  ภาชนะใส่ถั่วลิสงป่นและพริก ถุงพลาสติก ไม้จิ้ม แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ร้านค้าทั่วไป  ย่านเวิ้งนาครเขษม  ห้างสรรพสินค้า ส่วนผสมเต้าหู้ทอด  เต้าหู้ขาวชนิดแผ่น  4  แผ่น   น้ำมันพืช  4  ถ้วยตวง วิธีทำ    ตัดเต้าหู้แบ่งเป็น  3  ชิ้น  ตามยาว ตั้งกระทะใส่น้ำมัน พอร้อน นำเต้าหู้ลงทอดให้เหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน หั่นเป็นชิ้นเล็กพอคำ  ใส่ถุงให้ลูกค้า ส่วนผสมเผือกทอด  เผือก                500  กรัม           พริกไทยป่น     1   ช้อนชา หัวกะทิ                  1 ถ้วยตวง      เกลือป่น         2   ช้อนชา แป้งข้าวเจ้า            1 ถ้วยตวง      แป้งสาลี         1   ถ้วยตวง น้ำตาลทราย           1 ช้อนโต๊ะ     น้ำมันพืช วิธีทำ    ปอกเปลือกเผือก  หั่นให้เป็นเส้นยาว ๆ  เล็ก ๆ ผสมแป้งสาลี  แป้งข้าวเจ้าและหัวกะทิเข้าด้วยกัน  นวดให้แป้งข้นพอชุบ เผือกติด  ใส่เกลือป่น  พริกไทย  และน้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน  แล้วใส่เผือกลงไปผสมคนให้ทั่วอีกครั้ง ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช พอร้อน ใช้ทัพพีหรือช้อนตักเผือกที่ชุบแป้งใส่กระทะทอดให้มีขนาดเท่า ๆ กัน  ทอดให้เหลือง  ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน หั่นเป็นชิ้นเล็กพอคำใส่ถุงให้ลูกค้า ส่วนผสมน้ำจิ้ม   น้ำตาลทราย          ½    ถ้วยตวง     น้ำส้มสายชู    ½     ถ้วยตวง เกลือป่น                 1   ช้อนชา       พริกขี้หนู       10    เม็ด ถั่วลิสงคั่วป่นหยาบ ๆ 3    ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ผสมน้ำตาลทราย  น้ำส้มสายชู  และเกลือป่นลงในหม้อตั้งไฟอ่อน ๆ  เคี่ยวพอเหนียว สับหรือตำพริกขี้หนูพอแหลกใส่ภาชนะไว้  ถั่วลิสงคั่วแยกใส่ภาชนะไว้ ตักน้ำจิ้มใส่ถุงให้ลูกค้า  แล้วตักพริกและถั่วลิสงคั่วป่นผสมลงไป ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาดทั่วไป  แหล่งชุมชน ข้อแนะนำ การทอดเต้าหู้-เผือก ให้เหลือง กรอบ ควรใช้ไฟอ่อน โดยปล่อยให้น้ำมันร้อนจัดก่อนนำลงทอด  แล้วหรี่ไฟ เพื่อเพิ่มความน่ารับประทาน  ควรหั่นผักชีโรยหน้าน้ำจิ้มด้วย ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน) ไม่รวมค่าเช่าร้าน (เตาแก๊สพร้อมถัง 2,000 บาท ตู้กระจก 2,500 บาท โต๊ะวางตู้กระจก 500 บาท โต๊ะ-เก้าอี้ 6 ชุด ประมาณ   3,600 บาท)  เงินลงทุน/ต่อวัน  ประมาณ  700 - 4,000 บาท (ขึ้นอยู่กับปริมาณของที่ชื้อ)   รายได้ วันละประมาณ   2,000 บาทขึ้นไป   วัสดุ/อุปกรณ์ เตาแก๊สพร้อมถัง  โต๊ะ-เก้าอี้  ตู้กระจก  โต๊ะวางตู้กระจก  หม้อ  กระทะ  มีด  เขียง  ตะหลิวทัพพี  จาน  ชาม  ถ้วย  ช้อนส้อม  แก้วน้ำ   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ตลาด  ร้านค้าทั่วไป   วิธีดำเนินการ หาสถานที่ตั้งร้าน อาจเป็นบ้านของตนเอง (ถ้ามีทำเลที่เหมาะสม อยู่ในแหล่งชุมชน หรือในหมู่บ้านจัดสรร) หรือหาสถานที่สำหรับเช่าทำร้าน เช่น ใกล้สถานที่ราชการ/สำนักงาน มหาวิทยาลัย โรงเรียน ตลาด เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับเงินลงทุนว่ามากน้อยเพียงใด แล้วจึงจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ    ดังกล่าวข้างต้น จัดร้านให้ดูสะอาด งามตา น่านั่ง  ตั้งโต๊ะ-เก้าอี้ ให้พร้อม  มีอุปกรณ์ใส่เครื่องปรุงรส (น้ำส้ม น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกป่น) วางบนโต๊ะ จากนั้นเตรียมของสดและเครื่องปรุงตามรายการอาหารที่มีอยู่ในเมนูไว้ให้พร้อม ซึ่งโดยทั่วไป ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำมันหอย น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำซอส(ถั่วเหลือง)  น้ำตาลทราย เกลือป่น  พริกไทยป่น ไข่ไก่ กระเทียม หอมแดง ประเภทผัก ได้แก่ ผักคะน้า ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน แครอท มะเขือเทศ ผักชี ต้นหอม  กระเพรา  หอมหัวใหญ่  มะนาว  มะกรูด ใบโหระพา พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ประเภทเนื้อสัตว์ ได้แก่ ไก่ หมู กุ้ง ปลาหมึก เนื้อวัว ปลา ผู้ที่จะขายอาหารตามสั่ง ต้องมีความชำนาญในการทำอาหาร สามารถทำได้หลายอย่าง ทำได้อร่อยรสชาติ ถูกปากลูกค้า และทำได้   รวดเร็วคล่องแคล่วกะส่วนผสมได้แม่นยำ และเหมาะสมกับภาชนะที่ใส่ไม่มากหรือน้อยเกินไป และที่สำคัญต้องสะอาด ถูกหลักอนามัย น่ารับประทาน ดังนั้น จึงควรฝึกฝนให้มีความชำนาญในการประกอบอาหารชนิดต่างๆ โดยอาจเข้ารับการฝึกอบรมจากสถานที่ฝึกอบรมต่างๆ ที่เปิดสอน  ทดลองทำโดยดูจากตำราอาหาร หรือเริ่มต้นจากการเป็นลูกมือของผู้ที่ชำนาญในการประกอบอาหารมาก่อน และเมื่อมีความชำนาญแล้ว อาจดัดแปลงสูตรอาหารต่างๆ ให้มีรสอร่อยเพิ่มขึ้นได้เอง   สถานที่ฝึกอบรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 211-2052,  211-2056 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช   โทร. 281-0545, 282-8531-3 สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 942-8460  ต่อ 219-222,  942-8200-45  ต่อ 1336-1339 โรงเรียนฝึกอาชีพ กรุงเทพมหานคร  โทร. 643-7177-8, 613-7191 วิทยาลัยอาชีพทุกจังหวัด ข้อแนะนำ ผักและเนื้อสัตว์ต่างๆ ต้องสด ใหม่ และสะอาด รสชาติของอาหารต้องคงเส้นคงวา เป็นที่ถูกปากลูกค้า ควรมีน้ำแข็งเปล่า น้ำโพลาลิส และน้ำอัดลมไว้บริการลูกค้าตามต้องการ   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  1,500 บาท ซื้ออุปกรณ์ เช่น เตา ลังถึง หม้อ ไม้พาย กระจาด ทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ซื้อวัสดุ ประมาณ 500 บาท อุปกรณ์ เตา ลังถึง หม้อ ไม้พาย กระจาด เครื่องบดน้ำพริก/ครกหิน   รายได้ ประมาณ 700 บาท/ วัน เครื่องปรุง ปลาช่อน                  1   กิโลกรัม       พริกแห้งเม็ดใหญ่        7   เม็ด กระเทียม                  5   หัว               ตะไคร้หั่นฝอย           2   ช้อนโต๊ะ ผิวมะกรูดหั่น            ½   ช้อนชา         รากผักชีหั่น               1   ช้อนชา พริกไทย                 10   เม็ด               กะปิ                        1   ช้อนชา เกลือ                     ½   ช้อนชา         ใบมะกรูดหั่นฝอย       1   ช้อนโต๊ะ หอมแดง                 4    หัว                ไข่เป็ด/ไข่ไก่            1   ฟอง มะพร้าวขูด               6   ขีด ใบผักกาด กะหล่ำปลี ใบยอ ลวกน้ำร้อน ใบโหระพา  พริกชี้ฟ้า กะทิ  วิธีทำ   ปลาช่อนขอดเกล็ดทำความสะอาดแล้วผึ่งไว้พอแห้งน้ำนำปลามาแล่เนื้อ 2 ข้างออกตัดหัวผ่าซีก ก้างตรงกลางตัดเป็นท่อน เนื้อปลาแล่เป็นชิ้นบาง ๆ ติดกันเป็น 2 ชิ้น จนหมดชิ้นใหญ่ มะพร้าวคั้นเอาหัวกะทิไว้ 3 ถ้วยตวง หางกะทิ 1 ถ้วยตวง นำเครื่องปรุงน้ำพริกมาโขลกให้ละเอียด หัวปลาและก้างตรงกลางใส่ในชามอ่าง เติมน้ำปลาดี 3 ช้อนโต๊ะ และหางกะทิ 1 ถ้วย คนให้เข้ากันใส่สักครู่ ใส่เนื้อปลา น้ำพริกแกงที่โขลกละเอียด คนให้เข้ากัน ใส่หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง ตอกไข่ใส่ลงไป   คนต่อไปถ้าแห้งเติมหัวกะทิอีก 2 ถ้วย น้ำปลาที่เติมลงไปหากพอดีกับห่อหมก จะมีกลิ่นหอมขึ้นมา แต่ถ้ายังไม่หอมอาจจะเติมได้อีก 2 ช้อนตวง พอคนได้ที่ ตักใส่กระทงหรือจะห่อก็ได้ โดยรองผักไว้ข้างล่าง ตักปลาและน้ำแกงทับบนผัก ราดด้วยหัวกะทิ โรยด้วยผักชีเด็ดเป็นใบๆ ใบมะกรูด  หั่นฝอย และพริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ ใส่ลังถึงนึ่ง 20 นาที ตลาด/แหล่งจำหน่าย    ขายที่บ้านหรือนำไปขายในตลาด   ข้อแนะนำ         เวลาคนปลากับกะทิและเครื่องแกง ให้คนไปทางเดียวกัน เมื่อเริ่มขายควรทำแต่น้อยก่อน เมื่อมีลูกค้าแล้วจึงเพิ่มจำนวนโดยเพิ่มเครื่องปรุงตามสัดส่วน   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน     ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน    ครั้งแรกประมาณ  3,800  บาท รายได้ ประมาณ  12,000 – 15,000  บาท/เดือน วัสดุ/อุปกรณ์    รถเข็น  เตาถ่านและตะแกรงย่าง  ไม้เสียบหมูสะเต๊ะ  ถุงพลาสติก  กล่องพลาสติก เครื่องปรุง    เนื้อหมู             10      กิโลกรัม       น้ำสับปะรดคั้น     ½     ถ้วยตวง เกลือ                ½     ขีด                นมสด               1      กระป๋อง น้ำตาลทราย       1      กิโลกรัม       ผงกะหรี่             3     ช้อนโต๊ะ (สีผสมอาหารสีเหลืองอีกเล็กน้อย) วิธีทำ นำเนื้อหมูมาแล่ขนาด 1 x 2.5–3 นิ้ว บางพอประมาณ โรยน้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้ทั่ว จากนั้นนำน้ำสับปะรด เกลือ นมสด ผงกะหรี่ และสีผสมอาหารสีเหลืองลงไปอีกเล็กน้อย คนให้ เข้ากัน แล้วนำไปเทใส่เนื้อหมูเคล้าให้ทั่ว เสร็จแล้วนำไปใส่กล่องพลาสติก แช่ไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา พอรุ่งเช้าจึงนำหมูออกมาเสียบไม้ เสร็จแล้วก็นำหมูเข้าแช่ในช่องแช่แข็งอีกสัก 1    ชั่วโมง เครื่องปรุงน้ำกะทิพรมหมูสะเต๊ะ หัวกะทิ           1      กิโลกรัม     น้ำตาลทราย    1      ช้อนโต๊ะ เกลือ             ½     ช้อนชา วิธีทำ นำหัวกะทิ น้ำตาลทราย เกลือ คนให้เข้ากัน นำไปตั้งไฟให้เดือด แล้วยกลง วิธีย่างหมูสะเต๊ะ นำหมูที่เสียบไม้ออกจากช่องแช่แข็ง แล้วนำมาชุบในน้ำกะทิที่เตรียมไว้ ก่อนจะนำขึ้นย่างไฟต้องย่างไฟปานกลาง ห้ามใช้ไฟอ่อน หมูจะแข็ง ไม่อร่อย แล้วก็พรมน้ำกะทิเป็นระยะขณะกำลังย่าง   หากเนื้อหมูตรงไหนไหม้ก็ใช้กรรไกรตัดทิ้ง เพราะจะดูไม่น่ารับประทาน  ส่วนผสมน้ำจิ้ม    หัวกะทิ                      4      กิโลกรัม      ถั่วลิสงคั่วตำละเอียด     1     กิโลกรัม งาขาวคั่ว                   1     กิโลกรัม      น้ำพริกแกงเผ็ด            2     ขีด เกลือ                     1.5     ช้อนชา        น้ำพริกแกงมัสมั่น         1    ขีด น้ำตาลปี๊บ                  1    กิโลกรัม  วิธีทำ     แยกหัวกะทิ 2 กิโลกรัม มาผัดให้แตกมัน ใส่น้ำพริกแกงเผ็ด น้ำพริกแกงมัสมั่น น้ำตาลปี๊บลงไปผัด ใส่เกลือผัดให้หอม  ใส่หัวกะทิลงไปอีก 2 กิโลกรัม ปล่อยให้เดือดมากๆ  แล้วลดไฟลง  ใส่ถั่วและงาลงไป คนให้ละลายเข้ากัน  ทิ้งไว้ให้เดือดจนน้ำกะทิแตกมัน  ยกลงจากเตาตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนนำออกขายให้อุ่นอีกครั้ง เพื่อถั่วและงาจะพองตัวได้เต็มที่ ส่วนผสมน้ำอาจาด      น้ำตาลทราย            1      กิโลกรัม      น้ำส้มสายชู             ½     ขวด เกลือถุงเล็ก             ½     ถุง              แตงกวา(ลูกเล็ก)       5      กิโลกรัม พริกชี้ฟ้า                 3      ขีด             หอมแดงหัวเล็ก        5      ขีด วิธีทำ     หั่นแตงกวาเป็นชิ้นเล็กๆ  ปอกหัวหอมแล้วหั่นเป็นชิ้นหนาหน่อย พริกหั่นเป็นแว่นหนา แบ่งใส่ภาชนะไว้ต่างหาก  เอาน้ำส้มสายชูมาผสมกับเกลือและน้ำตาลทราย นำไปตั้งไฟให้เป็นยาง  ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น ตลาด/แหล่งจำหน่าย    ตลาด  แหล่งชุมชน ข้อแนะนำ รสชาติของน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะต้องหวานนำ ตามด้วยเค็มเล็กน้อย ถ้าบริเวณที่อยู่อาศัยเป็นทำเลที่เหมาะกับการค้าขาย ก็ไม่ต้องซื้อ รถเข็น ทำให้ประหยัดเงินลงทุนได้ เนื้อหมูให้ใช้เนื้อหมูสันในสดๆ และต้องทำให้สะอาดน่ารับประทาน ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  อุปกรณ์ 30,000 บาท ขึ้นไป (ไม่รวมค่าเช่า ค่าปลูกสร้างร้าน-ที่ดิน) และทุนหมุนเวียน 7,000บาท/วัน  แรงงาน  6 – 7 คน   รายได้   10,000 บาท/วัน ( คิดค่าบริการหัวละ 79 บาท)   วัสดุ/อุปกรณ์     โต๊ะ  เก้าอี้-เตา  กระทะ (สั่งทำ)  โต๊ะยาวตั้งอาหาร  จาน  ช้อน  ถ้วยน้ำจิ้ม  ตะกร้าใส่ผัก  ถาดลึก-ใส่อาหารโชว์  โถใส่น้ำจิ้ม  ตะเกียบ  หม้อขนาดใหญ่สำหรับใส่น้ำจิ้ม และต้มน้ำซุป  กะละมัง  ถังใส่น้ำแข็ง  กาน้ำซุป  ทัพพี  ที่คีบอาหาร  ถ้วยขนมหวาน   ส่วนประกอบเนื้อสัตว์  เนื้อหมู  หมูสามชั้น  คอหมูหมักงา ไก่   ตับหมู  เซี่ยงจี๊   ปลาหมึกสด   ปลาหมึกแช่   ปลาหมึกหลอด   ลูกชิ้นหมู   ลูกชิ้นปลา   ลูกชิ้นไก่  เนื้อปลาสด ส่วนประกอบผัก  ข้าวโพดอ่อน  กะหล่ำปลี  ผักบุ้งจีน  ผักกาดขาว  ต้นหอม  ขึ้นฉ่าย   ผักชีฝรั่ง เห็ดหูหนู (ขาว  ดำ)  โหระพา  แครอท  วุ้นเส้น   อาหาร    ข้าวผัดไข่  บะหมี่  และยำชนิดต่าง ๆ  ขนมหวาน  ทับทิมกรอบ   ถั่วแดง   เฉาก๊วย   แห้ว   ลอดช่อง  วุ้นมะพร้าว (สลับกันในแต่ละวัน)  ผลไม้ตามฤดูกาล   วิธีทำ   น้ำซุป   ต้มน้ำสะอาดจนเดือด ใส่โครงไก่  ปรุงรสด้วยซุปก้อน  เกลือ  ซีอิ๊วขาว  รากผักชี  พริกไทย การหมักเนื้อ   เพื่อให้ความนุ่ม หอม  อร่อย  เนื้อหมู  เนื้อไก่  เนื้อวัว  คอหมู  หมูสามชั้นเนื้อ  1   กิโลกรัม     น้ำมันงา         3    ช้อนโต๊ะ         น้ำมันหอย      3   ช้อนโต๊ะ  น้ำมันสลัด      3   ช้อนโต๊ะ      พริกไทยป่น    1    กรัม              งาขาว           1   กรัม เหล้าจีน         2   ช้อนโต๊ะ      ซีอิ๊วขาว        3    ช้อนโต๊ะ      เกลือนิดหน่อย  หมักทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า  2  ชั่วโมง - ถ้าเป็นปลาหมึก  ตับหมู  เซี่ยงจี้  หัวใจหมู  ปลาแซลมอน  ปลาโลนัน  ซึ่งเป็นปลาทะเล  ไม่ต้องหมัก น้ำจิ้ม -  น้ำจิ้มสุกี้      พริกชี้ฟ้าแดง   300   กรัม พริกขี้หนูแดง   500   กรัม   เต้าหู้ยี้     300    กรัม   นำมาปั่นผสมให้เข้ากันผสมกับซอสพริก   ½  ขวด   ซอสมะเขือเทศ ½   ขวด  น้ำส้มสายชู    ½   ขวด  งาขาว 300  กรัม  น้ำตาลปี๊บ   500  กรัม  น้ำมันงา   300   กรัม  คนให้เข้ากัน น้ำจิ้ม  -  น้ำจิ้มซีฟู้ด   กระเทียมกลีบใหญ่  1 กิโลกรัม   พริกขี้หนูสวน  2  กิโลกรัม    รากผักชี  200 กรัม   นำมาปั่นหรือโขลกให้เข้ากัน  นำมาผสมน้ำมะนาว  500  กรัม  น้ำปลาดี  1 กิโลกรัม   น้ำตาลปี๊บ 500   กรัม   ผงชูรสนิดหน่อยคนให้เข้ากัน น้ำจิ้ม - น้ำจิ้มแจ่วฮ้อน     นำข้าวคั่วป่น  500  กรัม      พริกป่น  800  กรัม   น้ำตาลปี๊บ   300   กรัม   น้ำปลาดี     1 ½  กิโลกรัม       หอมแดงซอย  300  กรัม   ต้นหอมซอย-ผักชีฝรั่งซอยพอประมาณมาผสมกัน วิธีเสิร์ฟ   นำเตาที่ใส่ถ่านแดงๆ ยกไปตั้งที่โต๊ะ  นำกระทะย่างเนื้อไปวางบนเตา  เทน้ำซุปลงในช่องน้ำซุปซึ่งอยู่รอบๆ กระทะ  นำมันหมูแข็งวางบนกระทะเพื่อไม่ให้เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ติดกระทะ  เสร็จแล้วเสิร์ฟชุดอาหารที่จัดเตรียมไว้ (สามารถเติมได้)  กรณีไม่จัดบุฟเฟ่ต์ก็ให้จัดเป็นชุดถาด แหล่งจำหน่าย  ทำเลริมถนนที่มีคนผ่านมาก ๆ   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  ทุนอุปกรณ์ 10,000 – 11,000 บาท (ไม่รวมสถานที่) ทุนหมุนเวียน 2,000 บาท/60 หัว แรงงาน  2 คนขึ้นไป   รายได้   4,000 บาท/วัน/60 หัว  (คิดค่าบริการหัวละ 69 บาท)   วัสดุ/อุปกรณ์  โต๊ะ  เก้าอี้  หม้อสุกี้ (หรือหม้อสุกี้ไฟฟ้า)  กระบวยตักน้ำซุป  ตะแกรงลวด  หม้อ  เครื่องปั่น  ถ้วย ชามถ้วยน้ำจิ้ม จาน ช้อนด้ามสั้น  ตะกร้าใส่ผัก  กาน้ำซุป  ตะเกียบ  ถาดใส่ของสด เตรียมไว้ให้ลูกค้าเลือกของสด (เนื้อสัตว์  ผัก) และของที่ต้องใช้ทุกวัน เนื้อหมู  เนื้อไก่  ตับหมู  ปลาหมึก  เนื้อปลา  หมูบด  แมงกะพรุน ลูกชิ้นปลา  เซี่ยงจี๊  ผักกาดขาว  กะหล่ำปลี    ผักบุ้ง   วุ้นเส้น   เต้าหู้ไข่   ไข่ไก่  (ผักสดอย่างละ 3 กก.)   น้ำแข็ง ถ่าน (ควรใช้ถ่าน อัดแท่งไร้ควัน  กก. ละ 9 บาท   1 เตาใช้ ½ กก.) วิธีทำ   นำของสดประเภทเนื้อและผักมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ผักนำมาหั่นและเด็ดให้เรียบร้อย นำของสดประเภทเนื้อสัตว์และผักมาจัดใส่ถาดให้ลูกค้าตักตามชอบ เมื่อลูกค้ามานั่งในร้าน  นำหม้อสุกี้ที่มีถ่านติดไฟไปตั้งบนโต๊ะ  พร้อมเทน้ำซุปร้อนลงไป น้ำจิ้มสุกี้สูตรกวางตุ้ง     พริกแห้ง          1    ขีด     พริกชี้ฟ้าแดง    4    ขีด    กระเทียมดอง    1   ขีด ซีอิ๊วขาว          6   ขีด     น้ำส้มสายชู      6   ขีด    น้ำตาลทราย     2   กก. เกลือ              3   ขีด     งาขาว             1   ขีด     แป้งมัน            1   ขีด น้ำมันงา           1  ถ้วย   ผักชีหั่น            1  ถ้วย  วิธีทำ   นำพริกแห้งมาแช่น้ำประมาณ  ½   ชม.  นำไปปั่นรวมกับพริกชี้ฟ้าแดงและกระเทียมดอง  ใส่น้ำลงไปปั่นด้วยประมาณ   3 ½  กก.  เทใส่หม้อ ใส่ซีอิ๊วขาว  น้ำส้มสายชู  น้ำตาล  เกลือ  และแป้งมันละลายน้ำ  คนให้เข้ากัน  ชิมให้รสชาติพอดีแล้วนำไปตั้งไฟต้มจนเดือด  ยกลงพออุ่นเติมน้ำมันงาและโรยด้วยผักชี  ได้ประมาณ  8 กก. เสิร์ฟได้ 60 คน /ต้นทุน 100 บาท น้ำจิ้มสุกี้สูตรเต้าหู้ยี้    ซอสพริก (เผ็ดกลาง)   5    กก.      เต้าหู้ยี้                     1    กก.         กระเทียมสด            ½    กก. กระเทียมดอง           ½    กก.      น้ำกระเทียมดอง       ½    ขีด         น้ำตาลทราย             8    ขีด เกลือ                      1    ขีด       งาขาว                    2    ขีด          รากผักชี                  1   ขีด วิธีทำ   นำส่วนประกอบมาปั่นรวมกัน  ได้ประมาณ 8 กก. เสริฟได้ 60 คน /ต้นทุนประมาณ 150 บาท แหล่งจำหน่าย  ร้านอาหาร  ริมถนนย่านที่มีคนผ่านจำนวนมาก   ข้อเสนอแนะ  ตลาดค่อนข้างสดใสเนื่องจากยังไม่ค่อยมีร้านจำหน่ายมากเหมือนหมูกระทะ   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ทุนครั้งแรกประมาณ 5,000 บาท (ไม่รวมเตาแก๊ส) ทุนหมุนเวียน 2,000 บาท/วัน  แรงงาน1-2 คน รายได้    ไม่ต่ำกว่า 1,500 บาท/วัน  (ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ขาย)  ขายกล่องละ 20-30 บาท   วัสดุ/อุปกรณ์   รถเข็น  กะละมังสแตนเลส  กระจาดพลาสติก  หม้ออลูมิเนียม  ตะแกรง  ทัพพี  เขียง  มีด เตาถ่านหรือเตาแก๊ส  กล่องโฟมหรือถุงพลาสติก  หนังยางรัดถุง ถุงใส่ของ   ส่วนประกอบของสด  เห็ดหูหนูขาว                     1/2  กก.      แมงกะพรุน                         2    กก ขาไก่ (เล็บมือนาง)               5   กก.      หอยแครงลวก                      1    กก. ไก่ยอ (หรือหมูยอ)  ปูอัด        1   กก.       ยอดมะพร้าว                      ½   กก. ไส้กรอกไก่ (หรือไส้กรอกหมู)  ½  กก.  เนื้อไก่สับ                          1    กก. ปลาหมึกสด (เน้นปีกปลาหมึกและหนวดปลาหมึก)        6    กก. วิธีทำของสด นำปลาหมึกมาล้างและหั่นเป็นชิ้นๆ ลวกให้สุก หอยแครง  หอยแมลงภู่  แกะเนื้อออก  ลวกเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ปูอัด ไส้กรอก ยอดมะพร้าว หั่นเตรียมให้เสร็จ เนื้อไก่นำมาสับแล้วต้มให้สุก (ใส่ภาชนะไว้) การลวกของสด  ใช้น้ำเปล่าต้มเดือดและใส่ตะไคร้เพื่อดับกลิ่นคาว   เวลาขายยำ  น้ำสำหรับลวกต้องเดือดตลอดเวลา   ควรใช้เตาถ่านเพราะไม่สิ้นเปลืองและปลอดภัยกว่าการใช้แก๊ส ส่วนประกอบของยำ  วุ้นเส้น                       5   กก.      เส้นเซี่ยงไฮ้ (สีเขียว)    ½  กก.   เส้นมาม่า รสต้มยำกุ้ง    1  ลังเล็ก     ของสดจำพวกปลาหมึก เห็ดหูหนูขาว  เนื้อไก่   เล็บมือนาง  ต้องแช่ในตู้เย็นหรือน้ำแข็งตลอดเวลา เครื่องปรุงรส   น้ำมะนาว  น้ำปลา  พริกสดตำ  ข้าวคั่ว  พริกป่น  น้ำพริกเผา  ผงชูรส  น้ำตาล  ผักสดที่ใช้ยำและผักแกล้ม  ผักกระเฉดมัดใหญ่ (เด็ดให้เรียบร้อย)   ใบโหระพา     1   กก.  กะหล่ำปลี      3   กก.    ถั่วฝักยาว      2   กก.    หอมแดง       1   กก.  ต้นหอมผักชีฝรั่ง  ใบสะระแหน่  (ใส่ตามความเหมาะสม)  ทุกอย่างล้างให้สะอาด วิธีทำยำมาม่า/ยำวุ้นเส้น  แกะมาม่าออกจากห่อใส่ตะแกรงนำไปต้มในหม้อที่มีน้ำเดือด    เทเครื่องในซองลงในกะละมังสำหรับยำ  ใส่ไก่สับ หอมแดงซอย ใส่ของสดที่ลวกไว้ทุกอย่าง 2-3 ชิ้น   ยกเว้น  ปูอัดนำไปลวกในหม้อก่อน เมื่อเส้นมาม่าสุก  ตักใส่กะละมังสำหรับยำ  ปรุงด้วยเครื่องปรุงรส (ควรถามลูกค้าว่าชอบรสแบบใด) จะได้ถูกใจลูกค้า  เสร็จแล้วตักใส่กล่องโฟม (หรือถุงพลาสติก) ใส่ปูอัด 2 ชิ้น   แต่งหน้าให้สวยงาม   ปิดกล่องใส่ถุงพร้อมผักต่าง ๆ วุ้นเส้นยำรวมมิตร  วิธีทำเช่นเดียวกับยำมาม่า  ต่างกันตรงที่นำวุ้นเส้นไปลวกพอประมาณ   เท่านั้น  ส่วนมาม่าต้องต้มให้สุก   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ 4,500 บาท  (รถเข็น 2,500 บาท เตาถ่าน 100 บาท) รายได้     ประมาณ 1,500 บาท/วัน วัสดุ/อุปกรณ์   เตาถ่าน กะละมัง หม้อ กระทะ ตะหลิว ตะแกรง ทัพพี ครก สาก ถุงพลาสติกและรถเข็น แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์       ร้านค้า ตลาด ห้างสรรพสินค้า วิธีทำ    ส่วนผสมข้าวทอด ข้าวเจ้าหุงสุกแล้ว                 8-9       ถ้วยกาแฟ   มะพร้าวขูด                          ½        กิโลกรัม เครื่องแกงเผ็ดสำเร็จรูป         100       กรัม       เกลือป่น                               1       ช้อนโต๊ะ แป้งสาลี                            200       กรัม           แป้งข้าวเจ้า                        100        กรัม น้ำสะอาดและน้ำมันพืชพอประมาณ วิธีทำ นำข้าวเจ้าหุงสุกแล้วที่อุ่นค่อนข้างร้อน มะพร้าวขูด เครื่องแกงเผ็ดสำเร็จรูป  และเกลือป่นมานวดให้เข้ากัน แล้วปั้นเป็นก้อนกลมหรือแบนตามถนัด ขนาดประมาณไข่เป็ด นำแป้งสาลีและแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำพอประมาณ ไม่ข้นหรือเหนียวเกินไป ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชประมาณ 2 ใน  3 ของกระทะ  ใช้ไฟแรงให้น้ำมันร้อนจนเดือด นำข้าวที่ปั้นเสร็จแล้วชุบแป้ง สะบัดเล็กน้อยให้แป้งที่เกาะก้อนข้าวหลุดออกไป เพื่อไม่ให้แป้งหยดหรือเกาะกันเป็นก้อน ใส่ก้อนข้าวปั้นลงในกระทะหรี่ไฟเล็กน้อยให้อ่อนลง  ทอดประมาณ 45 นาที จะได้ข้าวทอดที่สุกมีสีเหลือทองกรอบนอกนุ่มใน ส่วนผสมแหนมสด เนื้อหมูสะโพกไม่ติดมันบดหยาบ            1       กิโลกรัม หนังหมูหั่นบางเป็นชิ้นยาว 1.5-2 นิ้ว    200       กรัม ข้าวเจ้าหุงสุกแล้ว                               1       ถ้วยตวง กระเทียมบด                                  100       กรัม เกลือป่น                                           1      ช้อนโต๊ะ วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมดใส่กะละมังนวดให้เหนียว 20 นาที ขึ้นไป แล้วปั้นเป็นชิ้นประมาณ 2x3 นิ้ว หรือขนาดอื่นตามต้องการ ห่อด้วยถุงพลาสติก ทิ้งไว้ 1 คืน จะได้แหนมมีรสเปรี้ยว หนังหมู นำหนังหมูที่หั่นเป็นเส้นแล้วล้างด้วยน้ำอุ่น จากนั้นล้างด้วยน้ำธรรมดาที่แกว่งด้วยสารส้มแล้ว  ใช้มือถูหนังหมูไปมาเบา ๆ จนเมือกเหนียวหลุดหมด ล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 3 ครั้ง นำไปใส่ภาชนะไว้เตรียมขาย ส่วนผสมอื่น ๆ พริกขี้หนูตากแห้งป่นให้ละเอียดด้วยเครื่องบดหรือครก มะนาว น้ำปลา ถั่วลิสงแกะเปลือกแล้วทอด  1  กิโลกรัม ขิงฝอย ½  กิโลกรัม ผักชี-ต้นหอมซอย เครื่องเคียง ผักสดต่าง ๆ เช่น ผักกาดหอม กะหล่ำปลี ใบโหระพา ใบชะพลู แตงกวา และพริกขี้หนูสด วิธีทำยำแหนมสด นำแหนมสด 1 ชิ้น มาบี้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ในภาชนะปรุงรส ใส่หนังหมู 1-2 ช้อนโต๊ะ ข้าวทอดบี้ให้แตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ถั่วลิสงทอด ขิงฝอย ผักชี-ต้นหอมซอย ปรุงรสด้วยพริกขี้หนูป่น น้ำปลา มะนาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน รสชาติตามที่ลูกค้าต้องการ หากเป็น “รสจัด” ควรปรุงเป็น 3 รส เปรี้ยว-เค็ม-เผ็ด ตักใส่ถุงพลาสติกให้ลูกค้า  พร้อมผักสดต่าง ๆ และพริกขี้หนูสด ตลาด/แหล่งจำหน่าย  บริเวณชุมชน ตลาด ข้อแนะนำ                  ข้าวเจ้าที่นำมาหุงเพื่อทำ “ข้าวทอด”ควรใช้ข้าวเก่าอย่างดีไม่ควรใช้ข้าวหอมมะลิหุง เพราะจะทำให้ข้าวแฉะ ปั้นไม่เป็นก้อน และเมื่อปั้นข้าว ควรใช้ข้าวสุกที่อุ่นค่อนข้างร้อน เพื่อให้ข้าวที่ปั้นออกมาเหนียวไม่แตก หากใช้ข้าวสุกที่เย็น จะทำให้ร่วน แตกง่าย ทอดยาก และไม่อร่อย หากเงินลงทุนน้อย สามารถใช้หาบเร่แทนรถเข็นได้   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  10,000  บาท (ไม่รวมสถานที่) (โต๊ะ-เก้าอี้ 5 ชุด 3,000  บาท ตู้กระจก 1,000 บาท  โต๊ะวางตู้กระจก 500 บาท หม้อก๋วยเตี๋ยว  1,300  บาท  เตาและถังแก๊ส 2,000  บาท) รายได้ ประมาณ  50,000 บาท ขึ้นไป/เดือน วัสดุ/อุปกรณ์ โต๊ะ-เก้าอี้ 5 ชุด ตู้กระจก โต๊ะวางตู้กระจก หม้อก๋วยเตี๋ยว เตาและถังแก๊ส   ตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยว  กระบวยตักน้ำก๋วยเตี๋ยว อุปกรณ์ใส่เครื่องปรุง  5  ชุด  ชาม  ช้อน  ตะเกียบ  เขียง  มีด แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์  ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อลูมิเนียม  ตลาด  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป ส่วนผสมน้ำซุป น้ำสะอาด        40      ลิตร           ซี่โครงไก่          4       โครง ซีอิ้วดำ            1       ถ้วยตวง     ซอสถั่วเหลือง     1        ถ้วยตวง เต้าเจี้ยว          2       ช้อนโต๊ะ     กระเทียมดอง      2       ขีด เต้าหู้ยี้            1       ก้อน           น้ำตาลกรวด       2       ขีด รากผักชี         1        ขีด             หัวไชเท้า          3        หัว ใบเตย  5-6 ใบ เกลือ พริกไทยป่น  อบเชย  ดอกจัน โป๊ยกั๊ก  อย่างละ  2-4  ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ต้มน้ำให้เดือดในหม้อก๋วยเตี๋ยว ใส่ซี่โครงไก่ เต้าหู้ยี้ กระเทียมดอง น้ำตาลกรวด อบเชย  ดอกจัน  โป๊ยกั๊ก  เต้าเจี้ยว  ลงในหม้อ เมื่อน้ำเดือดอีกครั้ง  ใส่ใบเตย  หัวไชเท้าหั่นเป็นท่อน ๆ  รากผักชีทุบพอแหลก  จากนั้นใส่ซอสถั่วเหลือง  ซีอิ้วดำ  เกลือ  และพริกไทยป่น เครื่องปรุง เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นเล็ก เส้นใหญ่ บะหมี่ และวุ้นเส้น จัดเตรียมไว้ในตู้กระจก (เส้นหมี่ควรแช่น้ำอุ่นให้เส้นคลายตัวเสียก่อน จึงนำขึ้นเพื่อให้ สะเด็ดน้ำ ส่วนวุ้นเส้นควรแช่ไว้ในน้ำเสมอเพื่อให้เส้นนิ่ม) เนื้อวัวสด  ควรใช้เนื้อส่วนสะโพก  และไม่มีมันติด  โดยหั่นเป็นชิ้นบางๆ  วางไว้บนน้ำแข็งเพื่อทำให้เนื้อสดเสมอ ตับ หั่นเป็นชิ้นบางๆ  วางไว้บนน้ำแข็ง เนื้อเปื่อย นำเนื้อวัวที่ติดมันติดเอ็นมาต้มในน้ำซุปที่แบ่งออกมาต่างหาก ควรใส่เครื่องยาจีนลงไปผสมด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ  ต้มจนเปื่อย  แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้น ลูกชิ้นเนื้อวัว  ควรใช้ลูกชิ้นชนิดดีและมีราคาสักเล็กน้อย เลือดวัวสด  ใส่ภาชนะไว้ ผักต่าง ๆ  ผักบุ้ง  หั่นเป็นชิ้นๆ แช่น้ำไว้ ถั่วงอก  แช่น้ำไว้ ต้นหอม  ผักชี  หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ กระเทียมเจียวและกากหมู  ใส่ภาชนะไว้ ตั้งฉ่าย พริกไทยป่น เครื่องปรุง  น้ำปลา  น้ำตาลทราย  พริกป่น  น้ำส้ม(ใช้พริกขี้หนูเผาไฟ พอเกรียมตำกับกระเทียมผสมลงไปในน้ำส้ม)  แล้วใส่อุปกรณ์ใส่เครื่องปรุงวางไว้บนโต๊ะทุกตัว  เพื่อบริการลูกค้า วิธีทำ ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวพร้อมกับผักบุ้งหรือถั่วงอกด้วยตะกร้อลวกใส่ชามไว้ แล้วใส่ตั้งฉ่าย ลวกลูกชิ้น  ตับ เนื้อสด  หรือเนื้อเปื่อย  (ตามที่ลูกค้าต้องการ) ใส่ชาม ใช้กระบวยตักน้ำซุปมาใส่ใน “ชามปรุง”  อีกใบหนึ่ง  ใส่พริกป่น  น้ำปลา  น้ำตาลทราย  พริกน้ำส้ม ในปริมาณพอเหมาะ หากลูกค้าสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ก็ต้องตักเลือดวัวใส่ในชามปรุงก่อน  แล้วจึงค่อยตักน้ำซุปมาใส่  จากนั้นจึงนำไปเทใส่ชามในข้อ 1 ใส่กระเทียมเจียว กากหมู ต้นหอม ผักชี โรยพริกไทยป่นลงไป แล้วเสิร์ฟให้ลูกค้า ตลาด/แหล่งจำหน่าย เปิดร้านขายที่บ้าน  หรือเช่าสถานที่ในแหล่งชุมชน  ตลาด ข้อแนะนำ  สามารถขายก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตกควบคู่กันได้  โดยใช้วิธีการเดียวกัน  แต่ต้องเพิ่มตะกร้อลวกและกระบวยตักน้ำก๋วยเตี๋ยว  เพื่อไม่ให้ปะปนกัน ควรมีถั่วงอกดิบ ใบโหระพา  และแคบหมู  ไว้บริการลูกค้าด้วย ควรมีเครื่องดื่มไว้บริการลูกค้า  เช่น  น้ำแข็งเปล่า  น้ำโพลาลิส น้ำอัดลม หากต้องการให้เห็นสัญลักษณ์ของก๋วยเตี๋ยวเรือ  อาจใช้เรือมาตั้งใส่วัสดุต่าง ๆ  แทนตู้กระจก  หรือมีเรือจำลองเล็ก ๆ มาตั้งโชว์ไว้ก็ได้   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 5,000 บาท (รถเข็นประมาณ 3,000 บาท ตู้กระจก 1,000 บาท   รายได้ ประมาณ   9,000   บาทขึ้นไป/เดือน   วัสดุ/อุปกรณ์ รถเข็น ตู้กระจก มีด ไม้พายเล็ก เขียง กล่องโฟม ถุงพลาสติก ยางรัดถุง   ส่วนผสม แป้งปอเปี๊ยะ                    ½          กิโลกรัม   เนื้อปูแกะแล้วนึ่งให้ร้อน       2          ขีด กุนเชียง                           3          คู่  (หั่นเป็นแท่งยาว นึ่งให้ร้อน) ถั่วงอกลวก                       5          ขีด   แตงร้านฝานเอาไส้ออกหั่นเป็นชิ้น  1   ลูก หมูตั้ง (หั่นเป็นแท่งยาว)       3          ขีด   ไข่กรอกหั่นฝอย                  3          ลูก ส่วนผสมหมูเต้าหู้ต้มเค็ม เนื้อหมู                            3            ขีด   ซีอิ้วดำ                            1            ช้อนโต๊ะ เต้าหู้เหลือง                      2            แผ่น   ซีอิ้วขาว                          2            ช้อนโต๊ะ น้ำตาลมะพร้าว                  1            ถ้วย   น้ำ                                  3            ถ้วย อบเชย                             1            นิ้ว   โป๊ยกั๊ก                             2            ดอก น้ำมันพืช                          2           ช้อนโต๊ะ รากผักชี                           2            ช้อนโต๊ะ     กระเทียม                          2            ช้อนโต๊ะ พริกไทย                          2            ช้อนชา ส่วนผสมน้ำราดหน้าปอเปี๊ยะ น้ำจากการต้มหมู-เต้าหู้       2            ถ้วย   น้ำมะขามเปียก                 ½           ถ้วย แป้งข้าวโพด                    ½           ถ้วย   เกลือ                              1            ช้อนโต๊ะ ผัก (ต้นหอม พริกชี้ฟ้าหั่นขวาง มัสตาด) วิธีทำหมูเต้าหู้ต้มเค็ม นำน้ำมันมะพร้าวใส่กระทะตั้งพอร้อน ใส่เครื่องที่โขลกผัดให้หอม ใส่น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวจนเป็นน้ำตาลไหม้ ใส่เนื้อหมู ซีอิ้วดำ ซีอิ้วขาว น้ำ อบเชย โป๊ยกั๊ก ตั้งไฟพอเดือด จึงใส่เต้าหู้หั่นเป็นแท่ง เคี่ยวพอไฟอ่อน พอหมูนุ่มยกลง น้ำเหลือจากเต้าหู้ หมูต้มเค็ม ตั้งไฟพอเดือด น้ำมะขามเปียก ชิมรส เมื่อรสดีแล้ว ละลายแป้งข้าวโพดใส่พอข้นยกลง ข้อแนะนำ เวลาจัดเสิร์ฟ วางปอเปี๊ยะใส่เครื่องต่างๆ ถั่วงอก แตงร้าน หมู เต้าหู้ หมูตั้ง ม้วนตัดเป็นท่อนๆ ราดด้วยน้ำ    โรยหน้าด้วยปูแกะแล้ว ไข่หั่น พริกชี้ฟ้าหวานกับมัสตาด   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  10,000  บาท (รถเข็น 3,000-4,000 บาท  ตู้กระจก 1,000 บาท หม้อก๋วยเตี๋ยว 1,300 บาท  เตาพร้อมถังแก๊ส  2,000 บาท)   รายได้ ประมาณ  50,000  บาท ขึ้นไป/เดือน   วัสดุ/อุปกรณ์ รถเข็น ตู้กระจก หม้อก๋วยเตี๋ยว เตาพร้อมถังแก๊ส ตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยว กระบวยตักน้ำก๋วยเตี๋ยว  อุปกรณ์ใส่เครื่องปรุง ชาม ช้อน ตะเกียบ เขียง มีด ตะแกรงย่าง กะละมัง ถุงพลาสติกร้อน ยางรัดถุง   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อลูมิเนียม ตลาด ห้างสรรพสินค้าทั่วไป ย่านเวิ้งนาครเขษม   วิธีทำส่วนผสมน้ำซุป น้ำสะอาด              40     ลิตร        กระดูกหมู       1-2    กิโลกรัม กระเทียมดอง           2     ขีด          หัวไชเท้า          3     หัว กะหล่ำปลี                1     หัว          น้ำตาลทราย  2-4     ช้อนโต๊ะ พริกไทยเม็ด         2-4     ช้อนโต๊ะ   เกลือป่น        2-3     ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ต้มน้ำในหม้อก๋วยเตี๋ยวให้เดือด  ใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงไป  ชิมรสดู  ถ้ายังไม่เค็มให้เติมเกลือ   ถ้าไม่หวานเติมน้ำตาลทรายเพิ่มได้  ไม่ควรเติมน้ำปลา  เพราะอาจทำให้เสียรสชาติได้ ส่วนผสมหมูแดง เนื้อหมูสันใน       2    กิโลกรัม     ซอสมะเขือเทศ     ½    ขวดใหญ่ ซีอิ๊วดำ               2   ช้อนโต๊ะ     ซีอิ๊วขาว              ½    ถ้วยตวง น้ำตาลทราย        5   ช้อนโต๊ะ วิธีทำ นำเนื้อหมูสันในหั่นเป็นชิ้นพอประมาณ คลุกเคล้ากับซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และน้ำตาลทราย หมักไว้ประมาณ 30 นาที  แล้วนำมาย่างไฟปานกลางจนสุกเหลือง มีกลิ่นหอม เครื่องปรุง เส้นบะหมี่  แผ่นเกี๊ยว – จัดใส่ตู้กระจกไว้ เนื้อหมูสดสับพร้อมกับกระเทียม พริกไทยป่น และซีอิ๊วขาวเล็กน้อย หมูแดง – หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ พอคำ ใส่ภาชนะไว้ ตั้งฉ่าย ผักต่าง ๆ       - ผักกวางตุ้ง หั่นเป็นท่อนพอประมาณ แช่น้ำไว้       - ถั่วงอก  แช่น้ำไว้       - ต้นหอม ผักชี หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ภาชนะไว้ กระเทียมเจียว น้ำส้ม น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกป่น ถั่วลิสงคั่วป่น ใส่ภาชนะเครื่องปรุงไว้ วิธีทำ ลวกบะหมี่หรือเกี๊ยวด้วยตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยวใส่ชามไว้ (หากเป็นเกี๊ยว ให้ตักหมูสับที่เตรียมไว้ใส่แผ่นเกี๊ยว ประมาณ ¼ ช้อนโต๊ะ/แผ่น แล้วห่อก่อนนำไปลวก) ใส่กระเทียมเจียวคลุกเคล้าเส้นบะหมี่หรือเกี๊ยว ลวกผักกวางตุ้งที่หั่นไว้หรือถั่วงอกใส่ ใส่ตั้งฉ่ายและหมูแดง ใส่ต้นหอม ผักชี หยิบเกี๊ยวทอดใส่ แล้วเสิร์ฟให้ลูกค้า ตลาด/แหล่งจำหน่าย แหล่งชุมชนทั่วไป  ตลาด  หมู่บ้าน   ข้อแนะนำ  สามารถใช้หมูสับแทนหมูแดง หรือดัดแปลงเป็นบะหมี่-เกี๊ยวปู อาจดัดแปลงโดยใส่ลูกชิ้นปลาในบะหมี่-เกี๊ยวด้วยก็ได้ หากต้องการเพิ่มรสชาติ ควรโรยกากหมูใส่ลงไปด้วยเล็กน้อย   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 4,000 บาท (เครื่องปั่นน้ำผลไม้ 1,500 บาทขึ้นไป กระติกน้ำแข็ง  200 กว่าบาท ที่คั้นน้ำส้มอลูมิเนียม 250 บาท) รายได้   ประมาณ  10,000  บาท/เดือน วัสดุ/อุปกรณ์  เครื่องปั่น ที่คั้นน้ำส้ม ภาชนะใส่ผลไม้ โหลใส่น้ำเชื่อม ช้อน มีด เขียง ทัพพีกลมขนาดเส้นผ่า  ศูนย์กลาง 2 ½ นิ้ว แก้ว ถุงพลาสติก หลอดดูด ยางรัดถุง กระติกน้ำแข็งและภาชนะตักน้ำแข็ง แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์  ร้านค้า ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้าทั่วไป คลองถม               เวิ้งนครเกษม วัตถุดิบ น้ำตาลทราย น้ำ นมสด เกลือป่น น้ำแข็ง และผลไม้ เช่น ส้ม มะนาว สับปะรด มะพร้าวน้ำหอม กล้วยหอม แตงไทย  ฝรั่ง แอปเปิ้ล แตงโม แครอท เป็นต้น แหล่งจำหน่ายผลไม้    ตลาดมหานาค  ตลาดเทเวศร์  ตลาดไท  ตลาดสี่มุมเมือง  ตลาดคลองเตย วิธีทำ นำน้ำตาลทรายและน้ำในอัตราส่วน 2:1 ตั้งไฟ คนให้ละลายเข้ากันเป็นน้ำเชื่อม แล้วใส่โหลไว้ นำมะพร้าวน้ำหอมที่เตรียมไว้ เอาแต่น้ำมะพร้าวและตักเนื้อเป็นชิ้น ๆ เทใส่ภาชนะไว้ ผลไม้อื่น ๆ ใส่ภาชนะไว้ให้ดูสวยงาม วิธีปั่นน้ำผลไม้  1  แก้ว น้ำส้ม – ส้ม 1-2 ผล (ขึ้นอยู่กับขนาดของผลส้ม) คั้นเอาน้ำน้ำมะนาว – มะนาว 1 ผล คั้นเอาน้ำสับปะรด – หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ 1/3 ถ้วยตวง มะพร้าวอ่อน – น้ำมะพร้าวพร้อมเนื้อเล็กน้อยประมาณ 1 ทัพพีกลม นำน้ำหรือเนื้อผลไม้ตามที่ลูกค้าต้องการ ในอัตราส่วนข้อ 1                ใส่เครื่องปั่น ตักน้ำเชื่อมใส่ประมาณ 1 ทัพพีกลม ใส่เกลือประมาณ ¼ ช้อนชา (อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำผลไม้) ตักน้ำแข็งใส่ ใส่นมสดเล็กน้อยตามชนิดของน้ำผลไม้ที่ลูกค้าต้องการ กดปุ่มเครื่องปั่นปั่นน้ำแข็งให้ละเอียดตามความต้องการของลูกค้า จากนั้นเทใส่ถุงหรือแก้วให้ลูกค้า ตลาด/แหล่งจำหน่าย   ย่านชุมชน  ตลาดทั่วไป  หน้าสถานศึกษา หรือเช่าสถานที่ในศูนย์การค้า  ข้อแนะนำ  อาจเพิ่มชา-กาแฟปั่น โอวัลตินหรือไมโลปั่น  โดยใช้ชา-กาแฟสำเร็จรูป ไมโลหรือโอวัลตินชงใส่น้ำตาล และครีมเทียมหรือนมข้นหวาน นำไปปั่น หรือชง-กาแฟโบราณ ร้อน-เย็น  ขายควบคู่กัน การทำน้ำมะนาวปั่น ไม่ควรบีบเปลือกมากเกินไป เพราะจะทำให้        มีรสขม ควรสอบถามความต้องการของลูกค้าว่าต้องการรสชาติอย่างไร เช่น หวานน้อยหรือมาก และน้ำผลไม้บางชนิดต้องการใส่นมสดหรือไม่ ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ  4,500   บาท รายได้    200-350  บาท/วัน วัสดุอุปกรณ์  เครื่องปั่นผลไม้  เครื่องชั่ง  เตาแก๊สพร้อมถัง  หม้อสแตนเลส  กะละมังพลาสติก   ถังทึบสูง ถ้วยแก้ว ช้อนตวง กระบวยสแตนเลส  ไม้พาย ผ้าขาวบาง  ทัพพี  กรวยสำหรับบรรจุ  มีด เขียง ขวดบรรจุพร้อมฝาจุกปิดขวด  แปรงสำหรับล้างขวด แหล่งจำหน่ายอุปกรณ์  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป น้ำเสาวรส ส่วนผสม  น้ำเสาวรส    1    กิโลกรัม     น้ำตาลทราย    ½    กิโลกรัม ผงเพคติน    2    กรัม           เกลือ              2     กรัม น้ำสะอาด    4     ขีด วิธีทำ นำผลเสาวรสมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำมาผ่าเป็น 2 ซีก ใช้ช้อนตักเนื้อเสาวรส ออกมาใส่ภาชนะไว้ แล้วนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่นผลไม้จนเนื้อและเมล็ดละเอียด เสร็จแล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง โดยใช้ผ้าขาวบางซ้อนกัน 2 ชั้น วางไว้บนปากหม้อ จากนั้นใช้มือทั้งสองข้างปิดผ้าขาวบางเพื่อช่วยสกัดน้ำเสาวรสให้ออกมามากที่สุด แล้วนำน้ำเสาวรสที่ได้มาชั่งให้ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม  พักไว้ นำน้ำตาลทรายกับน้ำมาใส่หม้อต้มให้เดือดจนน้ำตาลละลาย แล้วยกลงมารองด้วยผ้าขาวบาง  เสร็จแล้วนำน้ำเชื่อมที่ได้เทลงใส่หม้อน้ำเสาวรส เติมเกลือ  ผงเพคติน คนให้ละลายเข้ากัน  แล้วนำไปต้มให้เดือดอีกครั้ง  ยกขึ้นพัก นำน้ำเสาวรสที่ได้จากข้อ 2 มาบรรจุขวดที่ฆ่าเชื้อแล้วโดยใช้กรวยมาเสียบลงในปากขวด  กรอกน้ำเสาวรสลงไปอย่าให้เต็มขวด ปิดฝาจุกขวดให้แน่น นำไปแช่ในถังที่มีก้อนน้ำแข็งเพื่อไล่ความร้อน นำขวดน้ำเสาวรสที่ได้จากข้อ 3 ขึ้นมาใช้ผ้าสะอาดเช็ดข้างขวด ให้แห้งสนิทพร้อม นำเอาสลากติดข้างขวดให้แน่น แล้วนำเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรอจำหน่ายต่อไป น้ำฝรั่ง วิธีทำ นำผลฝรั่งมาล้างให้สะอาด ผ่าเอาเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไป ปั่นเติมน้ำเล็กน้อย  เสร็จแล้วนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง ผสมน้ำตาลกับผงเพคตินให้เข้ากัน เติมน้ำ ต้มให้เดือด เติมกรดมะนาว  กรองด้วยผ้าขาวบาง ผสมน้ำฝรั่งกับน้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน แล้วนำขึ้นตั้งไฟให้ได้อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 นาที ยกลงบรรจุขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว (ขั้นตอนวิธีการบรรจุเช่นเดียวกับการทำน้ำเสาวรส ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาดนัด  สถานที่ท่องเที่ยว  ย่านชุมชน  ฝากขายหน้าร้าน  หรือขายเองหน้าบ้าน ข้อแนะนำ  ขวดก่อนนำมาบรรจุต้องนำมาทำการล้างด้วยน้ำร้อนให้สะอาด         ผึ่งให้แห้งก่อนนำมาบรรจุ พันธุ์ฝรั่งที่นำมาทำ ควรเลือกพันธุ์กลมสาลี เวียดนาม หรือแป้นสีทอง เลือกฝรั่งที่ไม่เละหรือแข็งเกินไป  ผิวสวย ไม่มีตำหนิ หากทำขายเป็นจำนวนมากและมีเงินทุน ควรซื้อหม้อต้มราคา     20,000 บาท   เครื่องคั้นน้ำผลไม้ แยกกาก ราคา  50,000  บาท ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด ทำเล ย่านชุมชน เช่น ตลาด หน้าโรงเรียน สถานที่ราชการ บริษัท ฯลฯ เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ  10,000 บาท (รวมรถเข็น) รายได้ 7,000 - 10,000  บาท/เดือน วัสดุ/อุปกรณ์    รถเข็น เตา หม้อ ถ้วย ฯลฯ ส่วนผสม ถั่วเหลือง          1    ก.ก.     น้ำสะอาด         8    ลิตร น้ำตาลทราย     1     ก.ก.     เกลือป่น          ½   ช้อนชา เครื่องปรุงที่ใส่ในน้ำเต้าหู้ สาคูเม็ดใหญ่  วุ้นหั่นเป็นเส้นยาว  ลูกบัวต้ม  ลูกเดือย  ถั่วแดง ฟักเชื่อมหั่นเป็นชิ้น ๆ  น้ำเชื่อม วิธีดำเนินการ นำถั่วเหลืองมาคัดเอาสิ่งสกปรกออกให้หมด แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ           5 ชั่วโมง หรือถ้าแช่ในน้ำร้อนประมาณ 3 ชั่วโมง  จนนิ่ม  ขยี้เปลือกออก    ล้างจนสะอาด   ตวงน้ำ 2 ลิตร นำไปต้มจนเดือด ที่เหลือนำไปปั่นกับถั่วเหลืองจนหมด เทใส่หม้อที่รองด้วยผ้าขาวบาง 2 ชั้น นำน้ำที่ต้มเดือดเทตาม ลงไป คนให้เข้ากัน คั้นเอาแต่น้ำนมถั่วเหลือง ต้มไฟปานกลาง พอเดือดใส่เกลือ ครึ่งช้อนชา เคี่ยวต่ออีกประมาณ   5 นาที  ทำน้ำเชื่อมเข้มข้น   โดยใช้น้ำตาลทรายเคี่ยวกับน้ำสะอาด ในสัดส่วน 2 : 1  จนน้ำตาลละลายหมด       เวลาขายใส่น้ำเชื่อมและเครื่องปรุงต่าง ๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ สถานที่ฝึกอบรม สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 942-8460,    579-2294 ต่อ  219-222 ข้อแนะนำ  ถ้าจะให้มีรสมัน เวลาปั่น ใส่ถั่วลิสงคั่ว 1 กำมือ ปั่นรวมกัน สีน้ำนม จะออกสีเหลือง หรืออาจใช้นมข้นหวานประมาณครึ่งกระป๋องใส่    ลงไป ก็จะได้น้ำนมถั่วเหลืองที่มีสีขาวชวนรับประทาน มีกลิ่นหอมและมีรสมัน เหมือนนมสด เวลาขาย ควรขายร่วมกับ เต้าฮวย-น้ำขิง ก็จะเป็นการเสริมรายได้     มากยิ่งขึ้น หมายเหตุ  :    สูตรนี้จะได้น้ำนมถั่วเหลือง ประมาณ 60 แก้ว   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ครั้งแรกประมาณ 7,500 บาท (รถเข็นราคาประมาณ 4,000 บาท  เตาแก๊สพร้อมถังราคา 2,000 บาท)   รายได้    ประมาณ 15,000 บาท/เดือน   วัสดุ/อุปกรณ์    รถเข็น  เตาแก๊สพร้อมถัง กระทะใบใหญ่ ไม้ปลายแหลม  (ใช้เกลี่ยทอดมันในกระทะไม่ให้ติดกัน)ตะแกรงมีด้าม กระด้ง กะละมัง หม้อ ทัพพี  ไม้จิ้ม ถุงพลาสติก   ส่วนผสมทอดมัน   เนื้อปลากรายขูดแล้ว    1   กิโลกรัม      ไข่ไก่                       2    ฟอง ถั่วฝักยาวหั่นฝอย        2   ถ้วยตวง      น้ำปลา                     3    ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย              1   ช้อนโต๊ะ  เครื่องปรุงน้ำพริกแกง พริกแห้ง           7   เม็ด             กระเทียม        10   กลีบ หอมแดง          4   หัว              ข่า (หั่น)          7    แว่น ผิวมะกรูดหั่นฝอย        1   ลูก             ตะไคร้ (หั่น)     2    ต้น กะปิ                1   ช้อนชา      เกลือป่น          1   ช้อนชา วิธีทำ   นำเครื่องปรุงพริกแกงทั้งหมดโขลกให้ละเอียด แล้วจึงนำเนื้อปลาลงโขลกผสมกับน้ำพริกแกงจนเนื้อปลาเหนียว ตักขึ้นใส่กะละมัง ใส่ไข่ และถั่วฝักยาวหั่นฝอย นวดให้เข้ากันเติมน้ำปลา น้ำตาลทราย ชิมรสให้กลมกล่อม การทอด ปั้นทอดมันเป็นลูกกลมๆ แล้วกดให้แบน ใส่น้ำมันพืชในกระทะมากๆ ใช้ไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อน หยิบทอดมันใส่ลงไป ทอดประมาณ 3-5 นาที พอเหลืองหอม ใช้ตระแกรงตักทอดมันขึ้นจากน้ำมันใส่พักไว้บนกระด้งเพื่อให้สะเด็ดน้ำมัน ส่วนผสมน้ำจิ้ม    น้ำส้มสายชู      1   ถ้วยตวง  น้ำตาลทราย   ½    ถ้วยตวง  เกลือป่น          2   ช้อนชา  พริกขี้หนูแดง    5    เม็ด ถั่วลิสงคั่ว       ½    ถ้วยตวง  แตงกวา        2-3   ลูก ผักชี (เล็กน้อย) วิธีทำ     นำน้ำส้ม น้ำตาลทราย และเกลือป่นผสมกันตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียวพอประมาณแล้วยกขึ้นพักไว้ให้เย็น โขลกพริกขี้หนูแดงและถั่วลิสงคั่วให้ละเอียด (แยกโขลก) ใส่ผสมลงไป คนให้เข้ากัน ส่วนแตงกวาและผักชีหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แยกต่างหาก ถ้าใส่รวมกันจะทำให้นิ่ม ตลาด/แหล่งจำหน่าย    ตลาดทั่วไป  แหล่งชุมชน   สถานที่ฝึกอบรม   สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 0-2211-2052 , 0-2211-2056 กองส่งเสริมอาชีพ กรุงเทพมหานคร โทร. 0-2613-7177-8,0-2613-7191 ชมรมลุงขาวไขอาชีพ  โทร. 0-2538-3981 ข้อแนะนำ   เพื่อประหยัดเวลาในการทำ จะซื้อเครื่องปรุงน้ำพริกแกงสำเร็จมาใช้แทนการปรุงเองก็ได้ เวลาปั้นทอดมันแต่ละครั้ง ให้จุ่มมือในน้ำสะอาดก่อนหยิบทอดมันมาปั้นเพื่อมิให้ติดมือ วิธีขาย        3.1 เพื่อเพิ่มความน่ารับประทาน หลังจากตักทอดมันใส่ถุงพลาสติกแล้ว ควรโรยหน้าด้วย  ใบกระเพราทอดกรอบ โดยทอดเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนทอดทอดมัน        3.2 เมื่อตักน้ำจิ้มใส่ถุงพลาสติกแล้ว จึงค่อยใส่ผักชีหั่นโรยหน้าลงไปส่วนแตงกวาหั่น ให้ใส่แยกอีกถุงหนึ่ง   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  ประมาณ  7,000  บาท (เครื่องนวดแป้ง 3,500 บาท  เตาพร้อมถังแก๊ส 2,000 บาท) รายได้   ประมาณ  800  บาท/ซาลาเปา  160  ลูก วัสดุ/อุปกรณ์  เครื่องนวดแป้ง  เตาพร้อมถังแก๊ส  ลังถึง  ไม้พายสำหรับใส่ไส้ขนาด 1x6 นิ้ว  ตู้กระจกใบเล็ก  โต๊ะสำหรับตัดแป้ง  กะละมัง  ไม้คลึงแป้งเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาว 1 คืบ   ตาชั่งขนาดเล็ก  มีด  ถุงพลาสติก  กระดาษลอกลาย แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์      ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทำขนม  เวิ้งนาครเขษม  ห้างสรรพสินค้า วิธีทำ ส่วนผสมซาลาเปา แป้งสาลี                      2        กิโลกรัม       เนยขาว                   150        กรัม SP (ทำให้ขนมเป็นเงา)   4        ช้อนชา       ผงฟู                           4        ช้อนโต๊ะ ยีสต์                           4        ช้อนโต๊ะ      เกลือ                          2        ช้อนชา น้ำตาลทราย             480        กรัม           น้ำสะอาด                    1        กิโลกรัม วิธีทำ นำแป้งสาลี  ผงฟูและยีสต์ผสมกัน  ตามด้วยน้ำตาลทราย  น้ำ  เกลือ  SP และเนยขาว  แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาตีรวมในเครื่องนวด 15-20 นาที จนแป้งขาวเนียน  จับแป้งมาแผ่ดูแล้วไม่ขาดแสดงว่าใช้ได้ แบ่งแป้งออกเป็นก้อนๆ ละ 30 กรัม นำมาคลึงให้กลม เรียงพักไว้ 15 นาที ใช้ไม้คลึงรีดแป้งแต่ละก้อนกลับไปกลับมา 2 ด้าน ให้แผ่เป็นแผ่นบางขนาด 3x5 นิ้ว จับม้วนตามยาวแบบแยมโรล นำมาวางบนกระดาษลอกลายที่ตัดเตรียมไว้ขนาด 2.5x3.5 นิ้ว ต่อแป้ง 1 ก้อน ทำจนครบทุกก้อน แล้วพักแป้งทิ้งไว้อีก 30 นาที โดยใช้ถุงพลาสติกขนาดใหญ่คลุมแป้งไว้จนแป้งขึ้นเป็น 2 เท่า ต้มน้ำในลังถึงจนเดือดจัด นำแป้งขึ้นนึ่งประมาณ 5 นาทีหรือนานกว่านี้ จนแป้งสุก (ไม่ควรเปิดฝาดูแป้ง เพราะน้ำจะหยดโดนแป้งแฉะและเสีย) จากนั้นยกลงมาตั้งไว้ให้เย็น ใช้มีดผ่าก้อนแป้งตามยาวลึกครึ่งหนึ่ง ส่วนผสมไส้หมูสับ หมูเนื้อแดงไม่มีมันบดละเอียด   3.5   กิโลกรัม หอมหัวใหญ่ปอกแล้วหั่น          500  กรัม มันแกว                                200  กรัม  (ปอกเปลือกแล้วบดใส่ผ้าขาวบางบีบเอาน้ำออกทิ้ง) พริกไทยป่น                             2  ช้อนโต๊ะ        น้ำตาลทราย                            2  ช้อนโต๊ะ ซีอิ้วขาว                                 6  ช้อนโต๊ะ เครื่องตกแต่งหน้าซาลาเปา ไส้กรอกหมู   ไข่เค็มแดง  เห็ดหอม วิธีทำ นำส่วนผสมไส้ทั้งหมดมานวดให้เข้ากัน แล้วใส่ภาชนะแช่ในตู้เย็นประมาณ 20 นาที ยกออกมาใช้ไม้พายตักไส้หมูใส่เข้าไปตรงกลางก้อนแป้งที่ผ่าไว้ ตกแต่งหน้าซาลาเปาด้วยไส้กรอกหมูหั่นยาวประมาณ 1 นิ้ว บั้งให้เป็นรอย 3-4 รอย วางกดลงไปบนไส้ ตามด้วยไข่เค็มแดง  และเห็ดหอมหั่นเป็นชิ้น ขนาดพองามวางเรียงต่อกันกะช่วงให้ห่างเท่ากัน จากนั้นนำมาใส่ลังถึงนึ่งประมาณ 5 นาที ยกลงจะได้ซาลาเปาสูตรฮ่องเต้ รับประทานกับซอสพริก ซอสมะเขือเทศ หรือจิ๊กโฉ่  ตามต้องการ หมั่นโถ ส่วนผสม แป้งสาลี                 1      กิโลกรัม      มันเทศเปลือกสีม่วง   1     กิโลกรัม น้ำตาลทราย        350     กรัม            ยีสต์                      2     ช้อนโต๊ะ SP                        4     ช้อนชา       ผงฟู                      2    ช้อนโต๊ะ เนยขาว                60      กรัม           น้ำสะอาด              ½    ถ้วยตวง วิธีทำ นำมันเทศปอกเปลือกล้างให้สะอาด นึ่งจนสุก แล้วบดให้ละเอียด นำส่วนผสมทุกอย่างผสมเข้าด้วยกัน ใส่ในเครื่องนวดประมาณ 20 นาที จากนั้นแบ่งแป้งออกเป็นก้อนๆ ละ 50 กรัม แล้วพักแป้งไว้ประมาณ1 ชั่วโมง นำแป้งไปนึ่งในลังถึงเหมือนวิธีนึ่งแป้งซาลาเปา ข้อ 3 เมื่อยกลงจะได้หมั่นโถสีม่วง ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาด   แหล่งชุมชน  ออกร้านตามงานต่าง ๆ   ฝากขาย ข้อแนะนำ  แป้งสาลีที่ใช้ทำซาลาเปา-หมั่นโถ ควรเป็นแป้งตราจิงโจ้หรือตรากิเลน เพราะเนื้อแป้งจะขาวทำให้น่ารับประทาน ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน เงินลงทุนเริ่มแรกประมาณ 3,600 บาท(รถเข็น 3,000 บาท  เตาถ่านและตะแกรงย่าง 100 บาท) รายได้ ประมาณ 6,000 บาท/เดือน อุปกรณ์ รถเข็น  เตาถ่านและตะแกรงย่าง  ไม้เสียบหมูย่าง  ถุงพลาสติก วิธีทำส่วนผสม หมู               1   กิโลกรัม              กะทิ             ½   ถ้วยตวง น้ำปลา           2   ช้อนโต๊ะ            น้ำตาลทราย    1   ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วดำ           1   ช้อนชา   รากผักชี  กระเทียม  พริกไทยโขลกละเอียด 1 ช้อนชา วิธีทำ หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นบางๆ กว้าง 1 นิ้ว ยาว 3 นิ้ว นำมาคลุกกับน้ำตาลทราย น้ำปลา ซีอิ๊วดำ กระเทียม พริกไทย รากผักชี หมักไว้ 1 ชั่วโมง จากนั้นนำหมูมาเสียบไม้ ย่างไฟปานกลาง ขณะที่ย่างพรมหัวกะทิ ย่างจนสุกได้ที่ ข้าวเหนียว นำข้าวเหนียวประมาณ 2 กิโลกรัม แช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืน  จึงซาวน้ำทิ้ง แล้วนำมานึ่งโดยใส่น้ำอย่าให้ท่วมข้าวเหนียว นึ่งประมาณครึ่งชั่วโมง ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาด  แหล่งชุมชน ข้อแนะนำ หากบริเวณที่อยู่อาศัยเป็นทำเลที่เหมาะกับการค้าขาย ก็ไม่ต้องซื้อรถเข็น ทำให้ประหยัดเงินลงทุนได้ ทำให้สะอาดน่ารับประทาน และใช้เนื้อหมูสด ๆ ไม่ผสมสีหรือสารกันบูด   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 4,000  บาท (เตาแก๊สพร้อมถังแก๊ส 2,000 บาท โต๊ะพับขา 400 บาท) รายได้ ประมาณ  1,500 บาท/วัน วัสดุ/อุปกรณ์ เตาพร้อมถังแก๊ส กระทะ กะละมัง หม้อ ลังถึง ตะหลิว ทัพพี กระติกน้ำแข็ง (ใส่ข้าวเหนียว)  โต๊ะพับขา  กล่องโฟมเบอร์ 8 ถุงพลาสติก แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ร้านค้าทั่วไป ห้างสรรพสินค้า ย่านเวิ้งนาครเขษม วิธีทำ วิธีทำข้าวเหนียว นำข้าวเหนียวประมาณ 4 กิโลกรัม แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นซาวน้ำให้สะอาด นำไปนึ่งในลังถึงประมาณ 30 นาที เมื่อข้าวเหนียวสุกนำไปใส่ในกระติกน้ำแข็ง เพื่อรักษาความร้อนให้คงทนได้นาน ส่วนผสมหน้าหมู/เนื้อ หมูเนื้อแดงหรือเนื้อวัว    5  กิโลกรัม    น้ำตาลปี๊บ                   3  กิโลกรัม เกลือป่น                     2  ถ้วยตวง    ซอสถั่วเหลือง              2  ถ้วยตวง รากผักชี                     2  ขีด           หอมแดง                    1  กิโลกรัม ซีอิ๊วหวาน               1/3  ถ้วยตวง  น้ำมันพืช วิธีทำ นำเนื้อหมู/วัว มาต้มน้ำ โดยใส่น้ำพอท่วมเนื้อ แล้วใส่เกลือป่นและซอสถั่วเหลือง ชนิดละ 1 ถ้วยตวง ผสมลงไปในน้ำต้ม หลังจากเนื้อหมู/วัว ต้มสุกจนเปื่อยแล้ว ตักขึ้นมาพักไว้ให้เย็นสักเล็กน้อยนำมาฉีกเป็นเส้นเล็กๆ แล้วนำไปคั่วในกระทะ ใส่ซีอิ๊วหวานผสมลงไปคั่ว  จนแห้ง ตักขึ้นจากกระทะ นำน้ำตาลปี๊บลงกวนในกระทะจนละลายเหลว แล้วนำเนื้อหมู/วัว ในข้อ 2  ลงไปผัดกับน้ำตาล ใส่เกลือป่นและซอสถั่วเหลืองชนิดละ 1 ถ้วยตวง   และรากผักชี ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยไฟอ่อนจนเนื้อหมู/วัวแห้งกรอบ  ตักขึ้นใส่ภาชนะ นำหอมแดงมาหั่นซอยบางๆ  แล้วนำไปเจียวกับน้ำมันพืช ในกระทะด้วยไฟอ่อน ๆ จนมีสีเหลืองหอม จึงตักขึ้นจากน้ำมันใส่ภาชนะไว้ เมื่อนำออกขายให้หยิบข้าวเหนียวใส่กล่องโฟมประมาณ 2 ขีด ตักเนื้อหมู/วัวเส้นใส่บนข้าว เหนียว โรยหอมเจียวเล็กน้อย หากลูกค้าต้องการซื้อเฉพาะเนื้อหมู/วัวเส้นก็ขายเป็นขีด โดยบรรจุใส่ถุงพลาสติกให้ ตลาด/แหล่งจำหน่าย  แหล่งชุมชน  ตลาดทั่วไป ป้ายรถประจำทาง ข้อแนะนำ การเลือกซื้อหมูเนื้อแดง ควรซื้อเฉพาะบริเวณสะโพกเพราะมีมันน้อย สะดวก ในการฉีกเป็นเส้นเล็กๆ  หากมีมันติดมาด้วยควรตัดทิ้งให้หมด ควรแยกต้มเนื้อหมูและเนื้อวัวคนละหม้อ เพื่อป้องกันกลิ่นปนเปื้อน การผัดเนื้อหมู/วัว ในช่วงที่น้ำตาลใกล้จะแห้ง ควรพลิกเนื้อในกระทะบ่อยๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลไหม้   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน    ประมาณ 8,000 บาท (รถเข็น 4,000 บาท เตาแก๊สพร้อมถัง 2,000 บาท ตู้กระจก 1,000 บาท)   รายได้ ประมาณ  20,000  บาท/เดือน   วัสดุ/อุปกรณ์ รถเข็น  เตาแก๊สพร้อมถัง  หม้อข้าว  หม้อต้มขาหมู  ตะแกรงวางปากหม้อ  ทัพพี  มีด  เขียง  ตู้กระจก  ถุงพลาสติก  ยางรัดถุง   ส่วนผสม    ข้าวสารหุงสวย    1  หม้อ               ขาหมูสด           2   ขา กระเทียม           5   หัว                 รากผักชี          10   ราก พริกไทย         20   เม็ด                ผงพะโล้           3   ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว          1   ถ้วยตวง          ซีอิ๊วดำ          ½   ถ้วยตวง น้ำปลา            2  ช้อนโต๊ะ        น้ำตาล          ½   ถ้วยตวง ผักชีหั่น            1  ถ้วยตวง          ผักกาดดอง     ½   กิโลกรัม ยอดผักคะน้า    ½  กิโลกรัม วิธีทำ นำขาหมูสดไปย่างไฟให้หนังไหม้เกรียม ใช้มีดขูดขนออกให้หมด แล้วนำไปใส่หม้อ และใส่น้ำพอท่วมขาหมู โขลกกระเทียมและพริกไทยให้ละเอียด ใส่ลงในหม้อขาหมู พร้อมทั้งใส่รากผักชี ผงพะโล้ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาลและน้ำปลา นำขึ้นตั้ง  ไฟใช้ไฟแรง พอเดือดลดไฟอ่อน เคี่ยวจนขาหมูเปื่อย ตักขาหมูขึ้น เฉือนเอาแต่เนื้อวางพักไว้บนตะแกรงที่วางไว้บนปากหม้อ นำผักกาดดองต้มน้ำเปล่า เคี่ยวจนเปื่อย  จึงเอาผักขึ้น  นำไปเคี่ยวในน้ำขาหมูต่อ เพื่อให้น้ำขาหมูเข้าไปในเนื้อผักกาดดอง แล้วจึงตักขึ้นใส่ภาชนะไว้ นำยอดผักคะน้ำไปลวก หั่นเป็นชิ้นยาวพอประมาณใส่ภาชนะไว้ ตักข้าวใส่จาน หั่นขาหมูเป็นชิ้นพอคำวางไว้ข้างในจาน พร้อมกับตักผักกาดดองและยอดผักคะน้าลวกวางไว้ข้างๆ โรยหน้าด้วยผักชีหั่น และตักน้ำจิ้มใส่ถ้วยเล็ก เสิร์ฟพร้อมกัน ถ้าตักใส่ถุงขาย ให้ตักน้ำและขาหมูใส่รวมกันในถุง โรยหน้าด้วยผักชีหั่น ส่วนผักกาดดองและยอดผักคะน้าลวกให้แยกต่างหาก ส่วนผสมน้ำจิ้ม น้ำส้มสายชู      1      ถ้วยตวง     น้ำตาลทราย     2     ช้อนโต๊ะ เกลือป่น           ½   ช้อนโต๊ะ     กระเทียม        10     กลีบ พริกชี้ฟ้าแดง   10      เม็ด วิธีทำ นำน้ำส้ม น้ำตาลทราย เกลือป่นใส่หม้อตั้งไฟอ่อนๆ คนให้ละลาย แล้วยกขึ้นใส่กระเทียมและพริกสดที่โขลกละเอียด คนให้เข้ากัน ชิมดูให้มีรสเปรี้ยวนำ ส่วนรสเค็ม หวานและเผ็ดเล็กน้อยก็พอ ตลาด/แหล่งจำหน่าย    ตลาดทั่วไป  หมู่บ้านจัดสรร  แหล่งชุมชน   ข้อแนะนำ เพื่อเพิ่มความน่ารับประทาน อาจใส่ไข่ต้มลงไปในน้ำขาหมู เพื่อให้เป็นไข่พะโล้ และผ่าครึ่งเป็น 2 ชิ้น จัดใส่ในจานข้าวขาหมู   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 7,500 บาท (รถเข็น 3,000 บาท  เตาแก๊สพร้อมถัง 2,000 บาท  ตู้กระจก 1,000 บาท ลังถึง  500 บาท )   รายได้ ประมาณ 10,000 บาท/เดือน   วัสดุ/อุปกรณ์ รถเข็น  เตาแก๊สพร้อมถัง  ตู้กระจก  ลังถึง  ตะแกรงตาถี่ กระดาษขาวสะอาด คีมคีบขนม ถุงพลาสติก (ร้อน) ไม้จิ้มขนมจีบ   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ร้านค้าทั่วไป ตลาด ห้างสรรพสินค้า   วิธีทำขนมจีบ แผ่นเกี๊ยว ส่วนผสมไส้ หมูเนื้อแดงสับละเอียด    1 ½   ถ้วยตวง  มันแกวหั่นละเอียด           1     ถ้วยตวง เนื้อปูทะเล                     1     ถ้วยตวง  ซีอิ๊วขาว                       3     ช้อนโต๊ะ ไข่ขาว                          1    ช้อนโต๊ะ  พริกไทยป่น                    1     ช้อนชา กระเทียมเจียว                 ½    ถ้วยตวง วิธีทำ นำหมูสับ เนื้อปู มันแกวหั่นละเอียด พริกไทยป่น ไข่ขาว ซีอิ๊วขาว คลุกให้เข้ากัน ทิ้งใว้ประมาณ 30 นาที นำแผ่นเกี๊ยวมาตัดมุมออก 4 มุม ตักไส้ใส่ตรงกลางแผ่นเกี๊ยว แล้วจับห่อจีบให้แผ่นเกี๊ยวย่นเข้าหากัน วางในลังถึง พรมน้ำ นึ่งให้สุกประมาณ 10-15 นาที (น้ำที่ตั้งลังถึงจะต้องเดือดอยู่ก่อนแล้ว) เมื่อสุกแล้วโรยด้วยกระเทียมเจียวอีกครั้ง  รับประทานกับซีอิ๊วดำ และน้ำส้มพริกดอง   วิธีทำซาลาเปา ส่วนผสมที่ 1 แป้งสาลีตรากิเลนเหลือง      1  ขีด   ยีสต์                            1 ½  ช้อนโต๊ะ น้ำ                              370  ซีซี วิธีทำ ร่อนแป้งด้วยตะแกรงตาถี่ใส่ในภาชนะ นำยีสต์ผสมกับน้ำ คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นนำมาเทใส่แป้ง ค่อยๆใช้มือนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน  ประมาณ 30 นาที  เมื่อแป้งเนียนได้ที่แล้ว จึงใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้แห้งคลุมทิ้งไว้ เพื่อหมักให้แป้งฟู ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ส่วนผสมที่ 2 แป้งสาลี 5 ขีด  ผงฟู  2 ช้อนโต๊ะ นมสด  2 ½  ออนซ์  เนยขาว  100 กรัม น้ำตาลทราย 300 กรัม วิธีทำ เมื่อหมักส่วนที่ 1 ได้ที่แล้ว จึงเทน้ำตาลทรายลงไปในส่วนที่ 1 นวดจนน้ำตาลละลายเข้าไปในเนื้อแป้ง แล้วเทแป้งสาลี ผงฟู นมสดลงไป นวดให้เข้ากัน จึงเติมเนยขาว นวดต่อไปจนเนื้อแป้งฟูนุ่มมือ(ถ้าแป้งแห้งเกินไปให้ค่อยๆ พรมน้ำอุ่น  พอทำให้นวด แป้งต่อไปได้) นวดประมาณ 10-15 นาที แล้วคลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำบิดแห้ง 20 นาที  นำแป้งซาลาเปามาปั้นเป็นก้อนกลม ขนาดแล้วแต่จะกำหนด แผ่แป้งเป็นวงกลมกว้าง ตักไส้ใส่ แล้วหยิบส่วนขอบห่อไส้ให้มิด โดยจับรวมมาบรรจบช่วงบน นำไปวางบนกระดาษขาวสะอาดที่ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เมื่อเสร็จแล้ว เรียงในลังถึง ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดแห้งคลุมไว้อีก 20 นาที จึงนำไปนึ่งในขณะที่น้ำในลังถึงเดือด ขนาดไฟกลาง ๆ ประมาณ 10 นาที ส่วนผสมไส้เค็ม เนื้อหมูตัดมันเล็กน้อย    1    กิโลกรัม  หน่อไม้อ่อน                  ½  กิโลกรัม หอมหัวใหญ่                 ½   กิโลกรัม  พริกไทย กระเทียม รากผักชี น้ำมันหมู น้ำปลา น้ำตาลทราย พอสมควร วิธีทำ สับหมูให้ละเอียด หั่นหน่อไม้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซอยหอมหัวใหญ่ให้ละเอียด  แล้วนำกระเทียม พริกไทย รากผักชี   ในอัตรา 10:5:3 มาโขลกรวมกันให้ละเอียด นำไปผัดในน้ำมันให้มีกลิ่นหอม นำหมูที่สับไว้ลงผัด เมื่อสุกแล้วใส่หน่อไม้และหอมหัวใหญ่ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ผัดจนแห้ง   ส่วนผสมไส้หวาน ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วทอง หรือเผือก        8    ขีด น้ำตาลทราย                                 1    กิโลกรัม  มะพร้าวขูด                                   1    กิโลกรัม วิธีทำ ถ้าเป็นถั่วดำหรือถั่วเขียว แช่น้ำ 1 คืน (เผือกหรือถั่วทองไม่ต้องแช่น้ำ) ต้มให้สุกมาโขลกหรือบดให้ละเอียด นำมะพร้าวมาคั้นเอาแต่หัวกะทิ นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เดือด ใส่ถั่วลงไปกวนไปเรื่อยๆ เติมน้ำตาลทราย กวนจนแห้ง ส่วนผสมไส้หมูสับ เนื้อหมู         1/2 กิโลกรัม        กระเทียม        7  กลีบ รากผักชี         5   ราก              ผักชี              4  ต้น ต้นหอม          3  ต้น              มันแกว          4  หัว แป้งข้าวโพด      2    ช้อนโต๊ะ       พริกไทย        20 เม็ด น้ำปลา น้ำตาลทราย  พอสมควร วิธีทำ  สับหมู มันแกว โขลกพริกไทย กระเทียม รากผักชี แล้วซอยต้นหอม ให้ทุกอย่างละเอียด นำมาปรุง รสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย (ให้รสหวานนำเค็ม) คลุกเคล้ากันให้ทั่วแล้วนำไปใส่ไส้ซาลาเปาทั้งดิบๆ   ส่วนผสมไส้หมูแดง เนื้อหมูปนมัน  1 กิโลกรัม   โป๊ยกั๊ก          2 ดอก อบเชย          2 ท่อน   ซอสมะเขือเทศ น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วหวาน พอสมควร วิธีทำ  นำหมูมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ คลุกเคล้ากับซอสมะเขือเทศ น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วหวาน(ให้รสหวาน นำเค็ม) หมักเนื้อหมูไว้ 1/2 ชั่วโมง แล้วนำไปรวนให้สุก เติมโป๊ยกั๊กและอบเชยลงไป เคี่ยวจนเนื้อหมูเกือบเปื่อยและมีกลิ่นหอม จึงนำมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ แล้วนำไปผัดในน้ำมันหมู ปรุงรสให้กลมกล่อมอีกครั้ง ได้ที่แล้วจึงยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น   ตลาด/แหล่งจำหน่าย    แหล่งชุมชน  ตลาด   สถานที่ฝึกอบรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 0-2211-2052 , 0-2211-2056 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช   โทร. 0-2282-8531-3 สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โทร. 0-2942-8460 ต่อ 219-222,0-2942-8200-45 ต่อ 1336-1339 ข้อแนะนำ ถ้าทำขาย ต้องเพิ่มปริมาณอัตราส่วนทุกชนิดให้มากขึ้น ส่วนผสมขนมจีบ ถ้าปูทะเลราคาแพงไม่ต้องใส่ก็ได้  และถ้าต้องการดับกลิ่นคาว ให้โขลกรากผักชีใส่เพิ่มลงไปในส่วนผสมไส้ การนึ่งขนมจีบและซาลาเปา ต้องนึ่งในขณะที่น้ำเดือด   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน    ครั้งแรกประมาณ 7,500 บาท  (ไม่รวมค่าเช่าสถานที่)  เตาแก๊สพร้อมถัง 2,000 บาท  รถเข็น 3,000 บาท  โต๊ะ-เก้าอี้ 3 ชุด ประมาณ 1,800 บาท   รายได้ ประมาณ 15,000 บาท/เดือน   อุปกรณ์ รถเข็น เตาแก๊สพร้อมถัง หม้อ ทัพพี จาน ช้อนส้อม แก้วน้ำ ภาชนะใส่ผัก ภาชนะใส่ช้อนส้อม  โต๊ะ-เก้าอี้   แหล่งจำหน่ายอุปกรณ์    ร้านค้าทั่วไป  ตลาด  ห้างสรรพสินค้า   วิธีดำเนินการ    หาทำเลที่เหมาะสมหรือเช่าสถานที่ อาจเป็นตลาด ริมทางเท้าที่คนสัญจรไปมา เพื่อให้มีเนื้อที่เพียงพอสำหรับการจอดรถเข็นและวางโต๊ะ-เก้าอี้ จัดวางภาชนะใส่ช้อนส้อม ภาชนะใส่ผักต่างๆ     พริกขี้หนูทอดกรอบและพริกป่นไว้บนโต๊ะ เพื่อให้ลูกค้าได้ตักเองตามต้องการ  ส่วนน้ำยานั้นต้องตั้งไฟอุ่นอยู่บนเตาเสมอ เมื่อลูกค้ามาซื้อ จึงตักราดขนมจีนขณะร้อน ๆ วิธีทำ   ขนมจีน (ซื้อจากตลาดทั่วไป โดยซื้อเหมามาในปริมาณมากเพียงพอสำหรับการขายแต่ละวัน เพื่อจะได้ราคาถูก)   ส่วนผสมพริกแกง พริกแห้ง           9   เม็ด            ตะไคร้หั่น         2   ช้อนโต๊ะ ข่าหั่น              1   ช้อนโต๊ะ     หัวหอมหั่น        3  ช้อนโต๊ะ กระเทียมหั่น      3   ช้อนโต๊ะ    รากผักชีหั่น       1  ช้อนโต๊ะ เกลือป่น          ½  ช้อนชา      กะปิ                 1  ช้อนชา กระชาย            1   ถ้วยตวง นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นให้ละเอียด  ถ้าจะใช้วิธีโขลก ต้องโขลกทีละอย่างเพื่อไม่ให้กระเด็น   ส่วนผสมน้ำยา ปลาช่อน (หรือปลาน้ำดอกไม้ หรือปลาสำลี)   1 กิโลกรัม น้ำปลา  1/2 ถ้วยตวง  มะพร้าวขูดแล้ว     1 กิโลกรัม วิธีทำ  นำมะพร้าวมาคั้นเป็นหัวกะทิ 1 ถ้วยตวง หางกะทิ 10 ถ้วยตวง นำปลาไปต้ม แกะเอาเฉพาะเนื้อปลามาโขลกรวมกับพริกแกง (ที่โขลกไว้แล้วข้างต้น) จากนั้น นำหางกะทิใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด เอาปลาที่โขลกรวมกับพริกแกงใส่ลงไป คนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วเติมหัวกะทิ ผักและเครื่องปรุง ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อนสั้นๆ ผักกระเฉดหั่นเป็นท่อนสั้นๆ แตงกวาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ  ผักกาดดองหั่นละเอียด ผักบุ้งลวกหั่นละเอียด ถั่วงอกดิบ ใบแมงลัก พริกขี้หนูทอดกรอบ พริกป่น   ตลาด/แหล่งจำหน่าย   แหล่งชุมชนทั่วไป  ตลาด  ริมทางเท้าคนสัญจรไปมา   ข้อแนะนำ    ถ้าทำขาย ต้องเพิ่มปริมาณอัตราส่วนทุกชนิดให้มากขึ้น ถ้าไม่มีทำเลพอที่จะวางโต๊ะ-เก้าอี้ ก็อาจตักใส่ถุงขายอย่างเดียว หรือเข็นรถเข็นขายไปตามที่ต่างๆ ซึ่งทำให้ประหยัดเงินลงทุนด้วย ถ้าต้องการประหยัดเวลา อาจซื้อเครื่องพริกแกงสำเร็จรูปจากตลาดมาโขลกผสมกับเนื้อปลาเลย แต่อาจไม่อร่อยเท่ากับการทำเครื่องพริกแกงเอง สถานที่ฝึกอบรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 211-2052, 211-2056 โรงเรียนฝึกอาชีพ กรุงเทพมหานคร  โทร. 643-7177-8, 613-7191   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน   ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ครั้งแรกประมาณ 5,000 บาท  เงินทุนหมุนเวียน 300 บาท/ วัน   รายได้   เดือนละประมาณ 15,000 บาท   วัสดุ/อุปกรณ์  เตาแก๊สพร้อมถัง กะละมัง ลังถึง ไม้พาย มีด ไม้คลึงแป้ง พิมพ์กลม   ส่วนผสมแป้ง  แป้งข้าวจ้าว     200   กรัม  แป้งมัน          100   กรัม น้ำเดือดจัด        2   ถ้วยตวง  กระเทียมเจียว วิธีทำ   ผสมแป้งทั้ง 2 ชนิดเข้าด้วยกัน เทน้ำร้อนใส่ ใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน พออุ่นนวดให้เนื้อเนียน เอามือแปะแป้งนวล (แป้งมัน) เล็กน้อยนวดจนเหนียวนุ่ม คลึงแป้งเป็นก้อนยาว ใช้มีดตัดให้เท่าๆ กัน นำไปคลุกแป้งปั้นเป็นก้อนกลม แผ่ให้บางเป็นรูปเบ้าหรือถ้วย ตักไส้ใส่ จีบริมแป้งให้สวยงาม กดก้อนแป้งให้แบนเล็กน้อย วางบนลังถึงซึ่งปูด้วยใบตองฉีกหยาบ ๆ ทาน้ำมันเล็กน้อย วางให้ห่างกันพอควร นึ่งด้วยไฟแรงพรมน้ำบนตัวขนมเล็กน้อย นึ่งประมาณ 15 นาที ยกลง พรมด้วยกระเทียมเจียว วิธีทำไส้  ใบกุ่ยช่ายล้างสะอาดหั่นหยาบ ๆ   3  ถ้วยตวง เกลือป่น                 1  ช้อนชา    ซีอิ้วขาว                 1  ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย            1  ช้อนโต๊ะ   โซดาไบคาร์บอเนต   1  ช้อนชา กระเทียมเจียว          1  ช้อนโต๊ะ   พริกไทยป่น             1  ช้อนโต๊ะ นำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าหมัก 5 นาที ใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ ผัดพอสุก วิธีทำน้ำจิ้ม  ซีอิ้วหวาน          ½      ถ้วยตวง  น้ำส้มสายชู        ¼      ถ้วยตวง น้ำตาลทราย       ½      ถ้วยตวง  ซีอิ้วดำหรือขาว   ½      ถ้วยตวง พริกชี้ฟ้าแดง       5      เม็ด นำส่วนผสมทั้งหมดยกเว้นพริกชี้ฟ้าแดงผสมคนให้เข้ากัน  จากนั้นจึงใส่พริกชี้ฟ้าแดงแกะเม็ดโขลกละเอียด   สถานที่ฝึกอบรม  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตพระนครใต้  โทร 0 2211 2050, 0 2211 2056   ข้อแนะนำ  การเพิ่มปริมาณเพื่อการขาย  ต้องเพิ่มอัตราส่วนให้มากขึ้น สามารถทำไส้อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เช่น หน่อไม้ มันแกว เผือก   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  8,000  บาท (ไม่รวมสถานที่) (โต๊ะ-เก้าอี้ 4 ชุด 2,400 บาท  ตู้กระจก 1,000 บาท โต๊ะวางตู้กระจก 500 บาท  หม้อก๋วยเตี๋ยว 1,300  บาท  เตาและถังแก๊ส  1,800 บาท) รายได้    ประมาณ  1,200  บาท/วัน/300 ชาม วัสดุ/อุปกรณ์ โต๊ะ-เก้าอี้  ตู้กระจก  โต๊ะวางตู้กระจก   หม้อก๋วยเตี๋ยว  เตาและถังแก๊ส  ตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยว  กระบวยตักน้ำก๋วยเตี๋ยว  อุปกรณ์ใส่เครื่องปรุง ชาม  ช้อน  ตะเกียบ  เขียง  มีด แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์       ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อลูมิเนียม  ตลาด  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป ส่วนผสมน้ำซุป น้ำสะอาด        50     ลิตร                 กระดูกหมู         2      กิโลกรัม เอ็นหมู           1       กิโลกรัม           น้ำตาลกรวด     2     ก้อน เกลือ             1       ห่อเล็ก             พริกไทยป่น      ½    ห่อ เครื่องเทศ       1       กำมือ              ใบเตย             1     กำ ซอสปรุงรส    1/3    ขวดใหญ่         ซีอิ้วดำ           ½    ถ้วยน้ำซุป วิธีทำ นำหม้อก๋วยเตี๋ยวตั้งน้ำให้เดือด  นำกระดูกหมูและเอ็นหมูซึ่งล้างแล้ว ใส่ลงไปปิดฝาทิ้งไว้ใช้ไฟปานกลางประมาณ ½ ชั่วโมง แล้วใส่น้ำตาลกรวด ผงชูรส เกลือ พริกไทยป่น เครื่องเทศ ซอสปรุงรส  ใบเตย  ซีอิ้วดำ  จากนั้นต้มไปอีกประมาณ ½ ชั่วโมง พอสังเกตเห็นมีน้ำมันจากกระดูกลอยในหม้อ  เท่านี้ก็ได้น้ำก๋วยเตี๋ยวแล้ว  จากนั้นตักเอ็นหมูขึ้นมาผึ่งไว้ให้เย็น เครื่องปรุง เส้นก๋วยเตี๋ยว (เส้นเล็ก  เส้นใหญ่  เส้นหมี่  และวุ้นเส้น)  จัดเตรียมไว้ในตู้กระจก (เส้นหมี่  ควรแช่น้ำอุ่นให้เส้นคลายตัวเสียก่อน  จึงน้ำขึ้นเพื่อให้สะเด็ดน้ำ ส่วนวุ้นเส้น ควรแช่ไว้ในน้ำเสมอเพื่อให้เส้นนิ่ม) เนื้อหมูสด  และตับหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ   พอคำ วางไว้บนน้ำแข็ง  เพื่อทำให้เนื้อหมูสดเสมอ เอ็นหมูต้มเปื่อยนำมาหั่นเป็นก้อน ลูกชิ้นหมู เลือดหมูสดใส่ภาชนะ ผักต่าง ๆ ล้างให้สะอาด  - ผักบุ้ง  หั่นเป็นชิ้นๆ  แช่น้ำไว้ - ถั่วงอก  แช่น้ำไว้ - ผักชีฝรั่งหั่นฝอย เครื่องปรุง น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกป่น ถั่วลิสงคั่ว พริกน้ำส้ม (ให้นำพริกสดไปบดผสมกับน้ำส้มสายชู ½ แกลลอน  และน้ำเต้าหู้ยี้  2  ช้อน)  แล้วใส่อุปกรณ์ ใส่เครื่องปรุงวางไว้บนโต๊ะทุกตัวเพื่อบริการลูกค้า วิธีทำ ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว(ตามที่ลูกค้าสั่ง)พร้อมถั่วงอกและผักบุ้งด้วยตะกร้อ ลวก ใส่ชามไว้ นำเนื้อหมูสด ตับ ลูกชิ้น ใส่ตะกร้อลวกพอสุกใส่ชาม ใส่เอ็นหมูต้มเปื่อย โรยหน้าด้วยผักชีหั่นฝอย ตักเลือด  1 ช้อนชา ใส่ชามปรุงอีกใบหนึ่ง ใช้กระบวยตักน้ำซุปที่ร้อนจัด ในหม้อก๋วยเตี๋ยวใส่ชามปรุง   คนให้เข้ากันเสร็จแล้วนำไปเทใส่ในชามก๋วยเตี๋ยวที่จะเสิร์ฟลูกค้า น้ำก๋วยเตี๋ยวที่ใส่ต้องให้ขลุกขลิก   อย่าให้น้ำเยอะจะไม่เข้มข้น  แล้วนำไปเสิร์ฟลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าปรุงรสได้ตามใจชอบ ตลาด/แหล่งจำหน่าย  เปิดร้านขายที่บ้าน  หรือเช่าสถานที่ในแหล่งชุมชน  ตลาด ข้อแนะนำ  ส่วนผสมน้ำซุป  ถ้าทำปริมาณมากหรือน้อย  ให้เพิ่มและลดอัตราส่วนได้ตามต้องการ น้ำซุปต้องต้มให้เดือดตลอดเวลา  เพราะเวลาใส่เลือดแล้วจะได้ไม่เหม็นคาว การเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก  ควรมีแคบหมู  ถั่วงอกดิบ  ใบโหระพา  ไว้บริการลูกค้าด้วย เส้นก๋วยเตี๋ยว  เนื้อหมู  ผัก  ซื้อในปริมาณที่พอเหมาะในการขายและเงินลงทุน เครื่องปรุงทุกอย่างต้องทำสด ๆ วันต่อวัน ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ทุนเบื้องต้นประมาณ 2,000 บาท  ทุนหมุนเวียน 200 – 300 บาท /วัน   รายได้    500 บาทขึ้นไป   วัสดุ/อุปกรณ์   เตาแก๊ส  มีด  เขียง  กะละมัง  กระทะ  ถาด  จาน  ทัพพี  ครก  (อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว)   วัตถุดิบ   เส้นก๋วยเตี๋ยวที่เป็นแผ่น    เนื้อหมูส่วนสะโพก   1 กิโลกรัม      ซีอิ๊วขาว     6   ช้อนโต๊ะ  ซอสหอยนางรม  7 ช้อนโต๊ะ  พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ     น้ำส้มสายชู     ผงคนอร์หรือผงปรุงรสนิดหน่อย  แครอท   เห็ดหอม   ผักกาดหอม  โหระพา  ผักชี   น้ำมันพืช   น้ำมะนาว    กระเทียม  น้ำตาลทราย   น้ำต้มสุก   วิธีทำ  นำเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเขียวหรือขาวที่เป็นแผ่นมาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด 9 x 9 ซม. นำเนื้อหมูมาล้างให้สะอาด   เสร็จแล้วบดให้ละเอียดใส่ซีอิ๊วขาว    ซอสหอยนางรมพริกไทยป่น  น้ำส้มสายชูและผงปรุงรสนิดหน่อยคลุกเคล้าให้เข้ากัน เทใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิทนำเข้าตู้เย็นช่องธรรมดาหมักทิ้งไว้ 1 คืน นำเห็ดหอมมาแช่น้ำสะอาดจนนิ่ม  นำขึ้นมาใส่กระทะต้มให้สุกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่วนแครอทปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด นำมาหั่นเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 1 x 1 ซม. ต้มพอสุก  เสร็จแล้วนำผักมาล้างให้สะอาดผึ่งให้สะเด็ดน้ำ  ใช้เป็นเครื่องเคียง นำหมูที่หมักไว้มาผัดกับน้ำมันพืชไฟแรงพอสุก  ใส่เห็ดหอมและแครอทผัดให้เข้ากันพอแห้งตักออกใส่ถ้วย  นำผักกาดหอม  ผักชี  โหระพามาหั่น  ใส่ถ้วยไว้ นำแผ่นก๋วยเตี๋ยวมาวางบนจานเรียบ ตักไส้ใส่ตรงกลางแผ่นก๋วยเตี๋ยว ใส่ผักชี  ผักกาดหอมและโหระพาพอประมาณ  พับทีละมุมเป็นรูปสี่เหลี่ยม น้ำจิ้ม    นำพริกขี้หนูสวน  5 ขีดมาเด็ดขั้วออก   กระเทียม 2 ขีดนำมาปอกเปลือกออกล้างให้สะอาดปั่นหรือตำให้ละเอียดมาผสมน้ำต้มสุกนิดหน่อย  ใส่น้ำตาลทราย  เกลือ  น้ำมะนาวตามต้องการคนให้เข้ากัน ตลาด/แหล่งจำหน่าย  ตลาด  ย่านชุมชนทั่วไป   ข้อแนะนำ   เป็นอาชีพที่ทำไม่ยาก  ใช้ต้นทุนต่ำ  สามารถขายคู่กับขนมกุยช่าย  และของหวานอื่น ๆ  เช่น  ลอดช่องใบเตย  เฉาก๊วย ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน  ประมาณ  6,000 – 7,000  บาท (รถเข็น 3,000 บาท เตาพร้อมถังแก๊ส 2,000 บาท ตู้กระจก 1,000 บาท)   รายได้   ประมาณ  350  บาท/วัน   วัสดุ/อุปกรณ์  รถเข็น  ตู้กระจก  เตาพร้อมถังแก๊ส  กระทะ  ตะหลิว  กะละมัง   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อลูมิเนียม  ตลาด  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป   ส่วนผสม  เส้นจันท์ที่แช่น้ำแล้วประมาณ      1      กิโลกรัม น้ำมันพืชพอประมาณ ส่วนผสมน้ำพริก พริกเม็ดใหญ่ (แกะเม็ดออก)        2      ขีด      หัวหอมแดงแกะเปลือก      12      หัว กระเทียมแกะเปลือก                  6      หัว       เกลือป่น                         4       ช้อนชา ส่วนผสมน้ำเครื่องปรุง น้ำตาลอ้อย             1      กิโลกรัม        ปูม้าตัวย่อม  1   กิโลกรัม น้ำมะขามเปียก         8     ถ้วยตวง         น้ำปลาดี      6   ถ้วยตวง   วิธีทำ   นำส่วนผสมน้ำพริกมาโขลกรวมกันให้ละเอียด หรือใช้เครื่องปั่นก็ได้ พักไว้ นำปูม้ามาแกะกระดอง แกะนมที่คล้ายฟองน้ำออก แล้วล้างให้สะอาด ผ่าเป็น 2 ซีก นำไปทอดในน้ำมันพืชโดยใส่น้ำมันพอสมควร ทอดให้เหลืองกรอบแล้วตักขึ้นพักไว้ ตั้งน้ำมันให้ร้อนแล้วนำเครื่องพริกที่โขลกไว้ลงผัดให้หอม ใส่ปูลงไปผัดคลุกเคล้ากับพริกแกง ใส่น้ำตาลอ้อย น้ำปลา น้ำมะขามเปียกลงไป เคี่ยวทิ้งไว้สักครู่ ถ้าข้นไปต้องใส่น้ำสะอาดลงไปนิดหน่อย ชิมรสดู ต้องมีรสหวาน-เปรี้ยวนำ แล้วตักใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ วิธีผัด ตักน้ำเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ 1 กระบวยเล็ก  ปู 1 ชิ้น ใส่ลงกระทะที่ตั้งไฟไว้ นำเส้นจันท์ที่แช่น้ำไว้ประมาณ 1 หยิบมือ ใส่ตามลงไป ผัดคลุกเคล้ากันให้ทั่ว ถ้าแห้งไปก็เติมน้ำเล็กน้อย คลุกเคล้ากันอีกนิดหน่อย เป็นอันเสร็จ เครื่องเคียง  ถั่วงอกดิบ  แตงกวา  ต้นกุยช่าย  มะนาวฝานเป็นชิ้น  พริกป่น ตลาด/แหล่งจำหน่าย  แหล่งชุมชนทั่วไป  ตลาด  หมู่บ้าน   ข้อแนะนำ การทำเครื่องปรุง ต้องปรุงรสให้จัดจ้านมาก ๆ เข้าไว้ มิฉะนั้นเวลาผัดกับเส้นจันท์แล้วรสชาติจะจืดไม่อร่อย   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 15,000 บาท(รถเข็น 4,000-5,000 บาท เตาและถังแก๊ส 3,000 โต๊ะ-เก้าอี้  3 ชุด 1,800 บาท ตู้กระจก 1,500 บาท หม้อกระเพาะปลา 700 บาท) รายได้ ประมาณ 1,000 บาท/วัน วัสดุ/อุปกรณ์ รถเข็น เตาและถังแก๊ส โต๊ะ-เก้าอี้ ตู้กระจก หม้อกระเพาะปลา ช้อน ชาม ถ้วยน้ำจิ้ม ถุงพลาสติกร้อน ยางรัดถุง ส่วนผสม ซี่โครงไก่        1       โครง          ซอสภูเขาทอง         1      ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย    1       ช้อนโต๊ะ       กระเพาะปลา          1      ขีด เห็ดหอม         10     ดอก            ไข่นกกระทาต้มสุก   20    ฟอง เนื้อปูนึ่งสุก      1       ขีด            ซีอิ๊วขาว                  2       ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วดำ            1       ช้อนชา     เกลือป่น                   2       ช้อนชา หน่อไม้ต้ม       1       ขีด            เลือดเป็ด                  1      ก้อน เนื้ออกไก่         1      อก             แป้งมันหรือแป้งข้าวโพด ½   ถ้วยตวง น้ำสะอาด        7       ถ้วยตวง วิธีทำ    สับซี่โครงไก่ให้เป็นชิ้นพอประมาณ คัดส่วนที่เป็นหนังและมันทิ้งไป ล้างซี่โครงไก่สับให้สะอาด  นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ  ½ ชั่วโมง จากนั้นนำซี่โครงไก่ เนื้ออกไก่ และเห็ดหอม ต้มน้ำสะอาด 7 ถ้วยตวง รอจนน้ำเดือดจึงลดไฟให้อ่อนลง เคี่ยวต่อไปประมาณ 30 นาที แล้วค่อยช้อนฟองทิ้งด้วย เมื่อได้ที่แล้วกรองเฉพาะซุปเก็บไว้ ส่วนเห็ดหอมและเนื้ออกไก่ที่สุกแล้ว นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แยกรอไว้ ซี่โครงไก่   ที่เหลือให้ทิ้งไป นำกระเพาะปลาที่แช่น้ำจนนิ่ม ประมาณ 30 นาที จากนั้นล้างให้สะอาดหลายๆ ครั้ง จนแน่ใจว่าหมดกลิ่นสาบและปราศจากไขมันตกค้างรอจนสะเด็ดน้ำจึงนำไปต้มประมาณ 5 - 10 นาที  ยกลงแล้วล้างน้ำอีกครั้ง  บีบน้ำให้แห้ง ก่อนหั่นเป็นท่อนๆ  เก็บไว้ นำหน่อไม้มาต้มให้สุก แล้วนำล้างน้ำสะอาด รอให้สะเด็ดน้ำมัน นำมาหั่นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กยาว  ส่วนเลือดเป็ดนำมาหั่นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนาด 1 นิ้ว แล้วลวกในน้ำเดือดให้สุก ละลายแป้งมันหรือแป้งข้าวโพดกับน้ำสะอาด ½ ถ้วยตวงเตรียมไว้ นำน้ำซุปใส่หม้อตั้งไฟ เติมซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ ซอส เกลือป่น น้ำตาลทรายคนให้ละลายเข้ากัน  เมื่อน้ำเดือดใส่หน่อไม้ กระเพาะปลา เลือดเป็ดและเห็ดหอม คนให้เข้ากัน นำแป้งมันที่ละลายเตรียมไว้เทใส่ผสมลงในหม้อ ขณะเทแป้งให้คนไปเทไปพร้อมๆ กันทีละน้อย พอแป้งสุกได้ที่จึงยกลงเวลาขาย ตักกระเพาะปลาใส่ชามหรือถุง โรยไก่ฉีกพอประมาณ เนื้อปูนิดหน่อย ไข่นกกระทา 2-3  ฟอง เหยาะซอสเปรี้ยว  พริกไทยป่น  และโรยผักชีเล็กน้อย วิธีทำพริกน้ำส้ม พริกเหลืองโขลกละเอียด 3 เม็ด กระเทียมโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวง มาผสมให้เข้ากัน ตลาด/แหล่งจำหน่าย ย่านชุมชน  ตลาด  หรือเช่าที่ในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้า สถานที่ฝึกอบรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 211-2052,211-2056 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช โทร. 282-8531-2  281-0545 ข้อแนะนำ ก่อนนำเห็ดหอมไปต้มควรแช่น้ำให้นิ่มและล้างน้ำให้สะอาด ส่วนเลือดเป็ดหากยังไม่ได้ใช้ ควรแช่น้ำไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้แตกตัว และยุบตัว หากต้องการลดเงินลงทุนจะไม่ใส่เนื้อปูและเห็ดหอมก็ได้ ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน  ลิงก์ ดาวน์โหลด เงินทุน ประมาณ 4,000 บาท รายได้ 300 – 500 บาท / วัน วัสดุอุปกรณ์ แป้งข้าวเจ้า น้ำตาลปึก น้ำใบเตย หัวกะทิชนิดข้น เกลือป่น แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ตลาด ห้างสรรพสินค้า   ขั้นตอน/วิธีการทำ นำแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลปึก น้ำใบเตย นวดให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบาง นวดแป้งข้าวเจ้ากับหัวกะทิและเกลือป่น ซึ่งจะทำให้กะทิมันขึ้นและมีรสเค็ม  ต่อไปเติมน้ำกะทิกรองด้วยผ้าขาวบางคนให้ส่วนผสมเข้ากัน ตักแป้งหยอดลงในถ้วยที่ร้อนปิดฝาลังถึง กะพอแป้งสุกหยอดหน้าขนมปิดฝา เวลาตักใช้ไม้พายและต้องชุบน้ำก่อนตัก ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาด แหล่งชุมชน สถานที่ให้คำปรึกษา โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร   ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินทุน ประมาณ  6,000 – 7,000  บาท รายได้ 5,000 – 7,500  บาท / เดือน วัสดุอุปกรณ์ แป้งโฮลวีท   น้ำผึ้ง น้ำมันมะกอก หรือ น้ำมันข้าวโพด  น้ำเย็น  แป้งสาลี  มันฝรั่ง แครอท ข้าวโพดต้ม   ดอกกะหล่ำ   น้ำตาลทรายแดง  เกลือ    พริกไทยป่น    น้ำซุปผัก หรือ น้ำเปล่า   แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ห้างสรรพสินค้า  ตลาด  ขั้นตอน / วิธีการทำ วิธีทำไส้พาย ลวกมันฝรั่ง  แครอท  และดอกกะหล่ำ พักไว้ คั่วแป้งสาลีจนเหลืองหอมเติมน้ำเปล่าคนให้เข้ากันจนข้นเหลวใส่ข้าวโพดต้มและผักลวก ปรุงรสด้วยเกลือ  พริกไทยป่น  และน้ำตาลทรายแดงคนให้เข้ากัน วิธีทำแป้งพาย ผสมแป้งโฮลวีท  น้ำมันมะกอก  น้ำผึ้ง  และน้ำเย็นคลุกเคล้าให้เข้ากัน แบ่งแป้งเป็นสองส่วน  ส่วนหนึ่งคลึงให้เป็นวงกลมขนาดเท่าถาด กดแป้งให้ติดก้นถาดใช้ส้อมจิ้มให้ถึงก้นถาดให้ทั่ว นำถาดเข้าเตาอบอุณหภูมิ  180  องศาเซลเซียสประมาณ  10  นาที นำส่วนผสมทั้งหมดเทใส่ถาดแป้งพายที่อบเตรียมไว้ คลึงแป้งโฮลวีทส่วนที่เหลือให้เป็นแผ่นวงกลม นำมาปิดหน้าส่วนผสมทั้งหมด ใช้ส้อมจิ้มให้ทั่วแผ่นแป้ง นำไปอบด้วยไฟ  180  องศาเซลเซียส ประมาณ  25  นาที ตลาด / แหล่งจำหน่าย ตลาดแหล่งชุมชน  ห้างสรรพสินค้า  คอนโด  หอพัก ฯลฯ สถานที่ให้คำปรึกษา โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ข้อแนะนำ การแช่ผักลวกหรือผักที่ต้มแล้วในน้ำเย็นจะช่วยคงความเขียวและกรอบของผัก ใช้น้ำเย็นเป็นส่วนผสมการทำแป้งพายทำให้แป้งกรอบขึ้น ส้อมจิ้มให้ทั่วบริเวณแป้งเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งพองเวลาเข้าเตาอบ ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด

  ๐ หมวดสินค้าอุปโภค

เงินลงทุน เงินลงทุน 100,000 บาทขึ้นไป รายได้ อัตรากำไรเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 40-60 % ของราคาขาย วัสดุ/อุปกรณ์ อุปกรณ์สำ หรับทำ การผลิตเครื่องสำอางที่สำคัญ ได้แก่ 1. เครื่องบด ปั่นวัตถุดิบ 2. เครื่องผสม หรือเครื่องกวน 3. เครื่องบรรจุผลิตภัณฑ์ 4. เครื่องปั่น   แหล่งจำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์ สำเพ็ง,เวิ้งนครเกษม หรือตามต่างจังหวัด 1. ตัวอย่างการทำ แชมพูสมุนไพรอัญชัน ส่วนผสม 1. หัวแชมพู เอ็น 70    1   กิโลกรัม 2. นํ้า 3-4 ลิตร 3. ผงข้น (เกลือแกง) 100  กรัม 4. วิตามินบี 5   20  กรัม บำ รุงรากผมให้แข็งแรง 5. นํ้าหอม 1-2 ออนซ์ 6. สารกันบูด 1/2 ออนซ์ 7. ดอกอัญชันสด 100 กรัม หรือดอกอัญชันแห้ง 25 กรัม 8. ลาโนลีน 100 กรัม ทำ จากไขขนแกะ 9. B.B. 20 กรัม ทำ ให้ผมนิ่ม วิธีทำ 1. ต้มดอกอัญชันในนํ้าจนเดือด กรองเอาแต่นํ้า แล้วเติมลาโนลีนลงไป คนให้   ละลาย พักไว้ให้เย็น 2. เสร็จแล้วเอาผงข้นใส่ลงในหัวแชมพู เอ็น.70 คนไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติมนํ้าลงไปทีละน้อยจนนํ้าหมด อย่าคนแรง    คนไปจนยกพายขึ้น แล้วนํ้าเป็นม่านใสๆ จากนั้น นำ เอาส่วนผสมจากวิธีทำ ที่ 1 เทลงไป คนไปเรื่อยๆ จนเข้ากัน    นํ้าเป็นม่านใสๆ ใส่วิตามินบี 5คนต่อสักพัก ใส่ B.B. คนต่ออีกสักพัก ใส่สารกันบูด คนให้เข้ากัน 3. ใส่หัวนํ้าหอม คนให้เข้ากัน แล้วพักไว้ให้หมดฟอง จึงบรรจุขวด หมายเหตุ  ถ้าใส่ลาโนลีนหรือผงข้นมากเกินไป จะทำ ให้เกิดอาการคันขึ้นได้ ตัวอย่างการทำ ครีมนวดผมว่านหางจรเข้สด ผลิตเครื่องสำอางสมุนไพร PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ทุนวัตถุดิบ  300 บาท/10 ก้อน รายได้    350 – 400 บาท/10 ก้อน (ขายส่งก้อนละ 35 – 40 บาท) อุปกรณ์    วัสดุในครัวเรือน กาต้มน้ำ  มีดหรือเครื่องตัด  ท่อพีวีซีหรือแม่พิมพ์รูปแบบอื่น ๆ วัตถุดิบ     หัวสบู่สำเร็จรูป (กก.ละ 200 บาท) หัวน้ำหอม จะใช้กลิ่นอโลม่า  เช่น  กลิ่นจำปี จำปาเพราะเป็นกลิ่นที่คลายเคลียดได้ (ออนซ์ละ 80-100 บาท)  ใยบวบ  น้ำผึ้ง  สมุนไพรต่าง ๆ  เช่น ขมิ้น  ใบบัวบก  ชาเขียว งาดำ แหล่งจำหน่ายวัตถุดิบ  สี่แยกวัดตึก อัตราส่วน   หัวสบู่   1   กิโลกรัม        น้ำผึ้ง   1   ช้อนโต๊ะ       ขมิ้นชัน  ½  ช้อนชา  (สูตรชาเขียว  ใบบัวบก  งาดำ ให้ใช้ตามอัตราส่วนนี้ หรือเพิ่ม-ลดตามความชอบ)    มะขาม   ¼  ช้อนชา สูตรขมิ้นชัน มะขาม  น้ำผึ้ง (สำหรับ 10 ก้อน) นำใยบวบแห้งมายัดลงไปในท่อพีวีซีหรือแม่พิมพ์(ใยบวบ 1 ลูกทำสบู่ได้ 2 - 4 ก้อน ขึ้นอยู่กับขนาดของใยบวบ)พักไว้ นำส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรมาบดให้ละเอียด  จากนั้นนำหัวสบู่มาใส่กาตุ๋น (ใช้ไฟอ่อน ๆ)  คนจนเนื้อสบู่ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน นำส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรใส่ลงไปกับน้ำสบู่  คนไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง  เนื้อสบู่กับส่วนผสมจะเป็นเนื้อเดียวกัน (ถ้าเป็นชาเขียวก็ผสมใบลงไปด้วย  หากเป็นงาดำต้องนำมาห่อผ้าก่อนนำมาต้ม ใช้เฉพาะแต่น้ำของงาเท่านั้น) เมื่อคนส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว  หยดหัวน้ำหอมลงไป 2 - 3 หยดคนให้เข้ากัน  จากนั้นนำสบู่มาเทใส่แม่พิมพ์  ทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้สบู่แข็งตัว เมื่อสบู่แข็งตัวจับเป็นก้อนแล้วงัดออกจากพิมพ์  นำมาตัดแบ่งครึ่งตามขวางห่อด้วยกระดาษใส  หรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดูสวยงามสะดุดตา แหล่งจำหน่ายใยบวบ   ห้างสรรพสินค้า  ร้านขายส่ง  ขายเอง จุดน่าสนใจ     เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติกำลังโต ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด  เงินลงทุน     300000 – 500000 บาท                     หาทำเลที่เหมาะสม  หรือเช่าพื้นที่  อัตราค่าเช่าประมาณ  3000 -50000 บาท ต่อ เดือน รายได้    ประมาณ 1,000 – 30,000  บาท ต่อวัน วิธีดำเนินการ          -          เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเภสัชกร หลักสูตรผู้ช่วยเภสัชกร -          จากนั้นก็ติดต่อขอจดทะเบียน พาณิชย์ ณ สำนักงานเขตที่ร้านตั้งอยู่ -          หาเภสัชกรที่จะมาเป็นปฏิบัติงาน  ตาม พรบ ยา ( ซึ่งกำหนดว่าต้องหาเภสัชมาอยู่ตลอดเวลาเปิดร้าน ) -          ติดต่อขอใบอนุญาตขายยา ที่ สสจ (สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัด)หรือ อย.ที่นนทบุรีสำหรับท่านทื่อยู่ กทม.   ข้อเสนอแนะ 1. ร้านยาปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก การเลือกทำเลที่เหมาะสม จึงเป็นหัวใจสำคัญรองลงมาจึงเป็นราคา, การบริการ และความเป็น   profressinal จึงจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้ 2. การหาเภสัชกรมาดูแลร้าน สามารถหาได้โดยการสอบถามที่ อย. ตาม คห 2    โดยผู้ลงทุนเปิดร้าน อาจจะตกลงจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ๆ ประมาณ 7000 - 10000 บาท ต่อเดือนแล้วแต่การแข่งขันและการกระจุกตัวของเภสัชกรในแต่ละท้องที่ PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน    ประมาณ 5,000 - 10,000 บาท แหล่งจำหน่ายอุปกรณ์ จังหวัดลำพูน  เชียงใหม่  ชัยนาท  จันทบุรี  กาญจนบุรี อุปกรณ์ ไม้ไผ่ มีดขนาดต่างๆ เช่น มีดสำหรับผ่า มีดจักตอก ฯลฯ สว่านแบบมือหมุน เลื่อย ปากคีบ แบบหุ่น รายได้    ประมาณ 8,000 - 15,000 บาท/เดือน วิธีดำเนินการ    หาแหล่งที่จะซื้อไม้ไผ่ที่แปรรูปแล้ว และยังไม่แปรรูป ควรได้ศึกษาถึงชนิดการใช้งานของไม้ไผ่ชนิดต่างๆ เนื่องจากไม้ไผ่แต่ละชนิดมีคุณลักษณะแตกต่างกัน เช่น - ไผ่สีสุก มีเนื้อหนา เหนียวทนทาน จึงเหมาะที่จะนำไปทำเครื่องจักสานประเภทเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือประมง - ไผ่นวล มีเนื้ออ่อนค่อนข้างเหนียว เหมาะที่จะนำไปทำเครื่องจักสานชนิดที่ต้องการความละเอียด เนื่องจากสามารถจักตอกให้เป็นเส้นเล็กบางได้ - ไผ่รวกดำ ลำต้นแข็งแรงทนทาน ใช้ทำโครงร่ม โครงพัดสานเข่ง - ไผ่ข้าวหลาม เป็นไผ่เนื้อค่อนข้างบางใช้ทำกระบอกข้าวหลาม เครื่องจักสาน - ไผ่เฮี๊ยะ เป็นไม้ไผ่ขนาดกลาง ใช้ทำเครื่องจักสาน โครงสร้างอาคาร เตรียมไม้ไผ่เพื่อนำมาจักสาน ควรเป็นไผ่ที่มีอายุ 2 - 4 ปี ซึ่งเนื้อไม้จะมีความเหนียวกำลังดี  ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป และต้องเลือกดูไม้ที่ไม่มีแมลง แต่อย่างไรก็ดีควรจะต้มหรือผ่าน กรรมวิธีป้องกันเชื้อราและมอดเสียก่อน (ไม้ไผ่ที่นิยมนำมาใช้ในการจักสาน ได้แก่ ไผ่เลี้ยง ไผ่สีสุก ไผ่เฮี๊ยะ ไผ่ลำมะลอก ไผ่รวก เป็นต้น) จากนั้นจึงนำไปตัด ซึ่งต้องตัดให้มีความยาวตามขนาดผลิตภัณฑ์ที่จะสาน แล้วนำไปริดข้อ ซึ่งต้องระวังอย่าริดให้ลึกจนเกิดรอยแผลที่ผิวไม้ไผ่ และขั้นตอนสุดท้าย คือ ขูดผิวไม้ไผ่ เพื่อการย้อม/ทาสี หลังจากขูดแล้ว ใช้กระดาษทรายเบอร์ 0 ขัดให้เรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง การย้อมและการทาสีไม้ไผ่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เครื่องจักสานดูสวยงาม น่าใช้ ซึ่งก่อนที่จะทำการย้อมสี จะต้องเอาน้ำมันออกจากเนื้อไม้เสียก่อน โดยการต้มไม้ไผ่ในน้ำโซดาไฟ หรือโซเดียมคาร์บอเนต ขนาด 0.2 % นานประมาณ 3 - 4 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด และอบให้แห้งสนิท จากนั้นนำไม้ไผ่ลงต้มกับสีที่ ละลายน้ำแล้ว ประมาณ 20 - 60 นาที อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส  ซึ่งขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก ดังนั้น จึงนิยมใช้วิธีทาสีด้วยสีน้ำมันแลคเกอร์หรือน้ำมันวานิชแทน ติดต่อหาตลาดจำหน่าย ซึ่งโดยปกติจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน หรือบางครั้งจะรับสั่งทำตามที่ลูกค้าต้องการ หรืออาจจะนำไปขายเองก็ได้ ปรับปรุงและพัฒนารูปแบบของเครื่องจักสานให้ทันสมัย เป็นที่ถูกตาต้องใจของลูกค้าทุกวัย เพราะบางครั้งลูกค้าซึ่งมีความเข้าใจว่าเครื่องจักสานเป็นสินค้าที่เหมาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น สถานที่ฝึกอบรม    สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  โทร. 02-245-2655, 02-245-4741 ในส่วนภูมิภาคที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม 11 ศูนย์ ดังนี้ เชียงใหม่ พิษณุโลก พิจิตร  อุดรธานี  ขอนแก่น  นครราชสีมา บุรีรัมย์  ชลบุรี  สุพรรณบุรี  สุราษฎร์ธานี  สงขลา อุตสาหกรรมจังหวัด (ส่วนส่งเสริมอุตสาหกรรม) ทุกจังหวัด ข้อแนะนำ    การย้อมสีให้ติดดีนั้น ให้ขูดผิวไม้ไผ่อย่างแผ่ว ๆ ด้วยมีดเสียก่อน และถ้าจะให้สีเด่นให้นำไม้ไผ่ลงแช่ในกรดแทนนิคแอซิค ชนิด 4-6 เป็นเวลา 3 ชั่วโมง หรือแช่ในน้ำยาทาอีเมติค ชนิด 1-2 เป็นเวลา 30 นาที  ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน เงินลงทุน 100,000  บาทขึ้นไป รายได้ อัตรากำไรเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 40-60 % ของราคาขาย วัสดุ/อุปกรณ์ อุปกรณ์สำ หรับทำ การผลิตเครื่องสำอางที่สำคัญ ได้แก่ 1. เครื่องบด ปั่นวัตถุดิบ 2. เครื่องผสม หรือเครื่องกวน 3. เครื่องบรรจุผลิตภัณฑ์ 4. เครื่องปั่น แหล่งจำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์ สำเพ็ง,เวิ้งนครเกษม หรือตามต่างจังหวัด 1.              ตัวอย่างการทำ แชมพูสมุนไพรอัญชัน ส่วนผสม 1. หัวแชมพู เอ็น 70    1   กิโลกรัม 2. นํ้า 3-4 ลิตร 3. ผงข้น (เกลือแกง) 100  กรัม 4. วิตามินบี 5   20  กรัม บำ รุงรากผมให้แข็งแรง 5. นํ้าหอม 1-2 ออนซ์ 6. สารกันบูด 1/2 ออนซ์ 7. ดอกอัญชันสด 100 กรัม หรือดอกอัญชันแห้ง 25 กรัม 8. ลาโนลีน 100 กรัม ทำ จากไขขนแกะ 9. B.B. 20 กรัม ทำ ให้ผมนิ่ม วิธีทำ 1. ต้มดอกอัญชันในนํ้าจนเดือด กรองเอาแต่นํ้า แล้วเติมลาโนลีนลงไป คนให้ละลาย พักไว้ให้เย็น 2. เสร็จแล้วเอาผงข้นใส่ลงในหัวแชมพู เอ็น.70 คนไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติมนํ้าลงไปทีละน้อยจนนํ้าหมด อย่าคนแรง    คนไปจนยกพายขึ้น แล้วนํ้าเป็นม่านใสๆ จากนั้น นำ เอาส่วนผสมจากวิธีทำ ที่ 1 เทลงไป คนไปเรื่อยๆ จนเข้ากัน    นํ้าเป็นม่านใสๆ ใส่วิตามินบี 5คนต่อสักพัก ใส่ B.B. คนต่ออีกสักพัก ใส่สารกันบูด คนให้เข้ากัน 3. ใส่หัวนํ้าหอม คนให้เข้ากัน แล้วพักไว้ให้หมดฟอง จึงบรรจุขวด หมายเหตุ  ถ้าใส่ลาโนลีนหรือผงข้นมากเกินไป จะทำ ให้เกิดอาการคันขึ้นได้ ตัวอย่างการทำ ครีมนวดผมว่านหางจรเข้สด ผลิตเครื่องสำอางสมุนไพร PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน    ครั้งแรกประมาณ 1,500 บาท รายได้ ประมาณ 700 - 800 บาท/5 ลิตร อุปกรณ์ กะละมังสแตนเลส ขนาด 10 - 12 นิ้ว ราคาใบละ 60 - 80 บาท ไม้พายหน้ากว้าง 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุต (ใช้คนน้ำยา) ราคา 30 บาท  เครื่องปั่น ราคาประมาณ 800 บาท  ขวดบรรจุขนาด 360 ซีซี ราคา 4 – 5 บาท/ขวด ส่วนผสม    หัวแชมพู 8000  2 กิโลกรัม  กลิ่นคาโอ 1 ออนซ์ ผงฟอง - ผงข้น - ลาโนลีน  ชนิดละ   100 กรัม น้ำมะกรูด 150  กรัม        น้ำกลั่น 3 ลิตร สีผสมแชมพูสีเขียวหรือสีฟ้า 1 ห่อ สมุนไพร (เลือกชนิดใดชนิดหนึ่ง) ตามน้ำหนักดังนี้ - ว่านหางจระเข้ 150 กรัม - น้ำดอกอัญชัน 200 กรัม - ประดำดีควาย 200 กรัม วิธีทำ  สูตรว่านหางจระเข้ นำว่านหางจระเข้มาปลอกเปลือกแล้วนำมาปั่นให้ละเอียด สูตรดอกอัญชัน นำดอกอัญชันมาปั่นละเอียดโดยเจือน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วกรองเอากากทิ้ง สูตรประคำดีควาย นำลูกประคำดีควายมาต้มเสียก่อนจากนั้นนำมาตำให้ละเอียดทั้งเปลือกเจือน้ำเล็กน้อย แล้วกรองเอากากทิ้ง นำน้ำกลั่น 1 ลิตรเทลงในกะละมัง นำผงฟองเทลงผสม ใช้ไม้พายคนให้ละลายเข้ากัน ใส่หัวแชมพูตามลงไปคนให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำลาโนลีนละลายกับน้ำร้อนเล็กน้อยเทผสมลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง เติมน้ำกลั่นลงผสมอีก 1 ลิตร ใส่กลิ่นคาโอ สีผสม และว่านหางจระเข้ หรือน้ำดอกอัญชัญหรือน้ำประคำดีควาย และน้ำมะกรูด คนส่วนผสมให้เข้ากัน นำผงข้นเทผสมลงไป โดยทยอยเติมที่ละน้อยสลับกับการคนไปเรื่อย ๆ จนใส่ผงข้น หมด 100 กรัม เติมน้ำกลั่นลงไปผสมอีก 1 ลิตร คนจนแน่ใจว่าส่วนผสมทุกอย่างละลายเข้ากันดีและมีความข้นพอเหมาะจึงหยุดคนปิดกะละมังตั้งทิ้งไว้ 1 คืน นำแชมพูสระผมสมุนไพรมาบรรจุขวดปิดผนึก แล้วนำไปจำหน่ายได้ ปริมาณส่วนผสมข้างต้น สามารถผลิตแชมพูได้ 5 ลิตร แหล่งจำหน่ายแชมพูสมุนไพร ขายปลีกหรือขายส่งตามตลาดทั่วไปหรือร้านค้าต่างๆ สถานที่ฝึกอบรม   ชมรมลุงขาวไขอาชีพ โทร. 0-2538-3981 ข้อแนะนำ ก่อนนำออกจำหน่าย ต้องมีฉลากปิดที่ขวดให้เรียบร้อย โดยระบุรายละเอียดดังนี้ ชื่อ ประเภท วิธีใช้ ส่วนประกอบสำคัญ สถานที่ผลิต ขนาดบรรจุ วันเดือนปีที่ผลิต ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ 1,000 บาท (ไม้ไผ่ตง ลำละ 80 บาท กบไส้ไม้ 200 บาท เลี่อย 250 บาท มีด 100 บาท  กรรไกร 50 บาท  เชือกพลาสติก ม้วนละ 80 บาท พิมพ์เหล็ก 80 บาท) รายได้    ประมาณ 4,000 - 5,000 บาท/เดือน อุปกรณ์    ไม้ไผ่ตง  กรรไกร  ลวดเย็บกระดาษ  กบไสไม้  เลื่อย มีดเหลาไม้ไผ่ พิมพ์เหล็กวงกลมหรือวัสดุที่เป็นรูปทรงกลม  เชือกพลาสติก วิธีทำ  นำไม้ไผ่ตงหรือไม้ไผ่บ้านมาตัดเป็นท่อน ๆ ยาวท่อนละ 25 นิ้ว   แล้วนำมาผ่า  ไสด้วยกบไสไม้ให้เป็นเส้นบาง ๆ  ให้ได้ขนาด  ดังนี้        - กว้าง  1.5    นิ้ว    ยาว  23  เซนติเมตร    ทำขอบนอก  จำนวน   1   เส้น - กว้าง     1    นิ้ว    ยาว  22  เซนติเมตร    ทำขอบใน    จำนวน   1   เส้น - กว้าง  0.5    นิ้ว    ยาว  25  เซนติเมตร    ทำไม้สาน    จำนวน   18 เส้น - กว้าง 1 เซนติเมตร   ยาว 25-26 เซนติเมตร   ทำไม้ม้วนปากเข่ง  จำนวน   1   เส้น - กว้าง 1 เซนติเมตร   ยาว   6      นิ้ว        ทำไม้ขัดกันเข่ง      จำนวน   3   เส้น นำไม้ที่ไสได้ขนาดกว้าง 0.5 นิ้ว  จำนวน 6 เส้น  วางเรียงกัน  แล้วนำเส้นอื่น ๆ มาสานไขว้กันตลอดวงกลม จนครบ 18 เส้น  นำไม้ที่ไสขนาดกว้าง 1 เซนติเมตร  ยาว 6 นิ้ว  จำนวน 3 เส้น มาขัดกันเข่ง  เพื่อให้เกิดความแข็งแรง จากนั้นใช้พิมพ์เหล็กวงกลมหรือวัสดุอื่นที่เป็นวงกลมกดใส่ขอบเข่งเพื่อทำเป็นวงกลม  ใช้ไม้ขนาดกว้าง 1 เซนติเมตร  ยาว 25-26 เซนติเมตร  ม้วนปากเข่ง   แล้วหักไม้ที่เหลือจากการทำตัวเข่งให้เป็นขอบเข่งตามไม้ม้วนปากเข่ง  จากนั้นนำไม้ขนาดกว้าง 1 นิ้ว  ยาว 22 เซนติเมตร ทำขอบใน  ใช้ไม้ขนาดกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 23 เซนติเมตร  มาประกบด้านนอกทำเป็นขอบนอก นำเชือกพลาสติกที่ฉีกเป็นเส้นเล็ก ๆ ผูกปากเข่ง ประมาณ 4 จุด (หรือใช้ลวดเย็บกระดาษก็ได้) จะได้เข่งปลาทูที่เสร็จสมบูรณ์ แหล่งจำหน่ายเข่งปลาทู ขายส่งพ่อค้า-แม่ค้านึ่งปลาทู  หรือพ่อค้า-แม่ค้าที่จังหวัดราชบุรี  สมุทรสาคร  สมุทรสงคราม  ชลบุรี  เป็นต้น ข้อแนะนำ  หากผลิตเป็นจำนวนมากและเป็นที่แพร่หลายแล้ว  สามารถติดต่อให้ผู้ซื้อมารับซื้อถึงที่ ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน             PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ 200,000 - 300,000 บาท - เครื่องอัดอิฐบล็อก ราคาประมาณ 200,000 - 250,000 บาท แล้วแต่กำลังการผลิต - เงินทุนหมุนเวียนในการซื้อปูน หิน ทราย รายได้   ประมาณ 1,500 - 2,000 บาท/วัน อุปกรณ์ เครื่องอัดอิฐบล็อก รถเข็นปูน หิน ทราย ปูน ถัง วิธีดำเนินการ    นำหิน ปูน ทราย น้ำ อย่างละ 2 รถเข็น เทใส่ชุดโม่ พร้อมกับเติมทรายลงไป 1 รถเข็น เปิดสวิตช์ให้เครื่องทำงาน ชุดโม่จะทำหน้าที่คลุกเคล้าส่วนผสมดังกล่าวเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 3 นาที เปิดส่วนผสมปูน หิน ทราย น้ำ ลงสู่ชุดส่งสายพาน ซึ่งจะทำหน้าที่บรรทุกส่วนผสมทั้งหมดไปสู่ถังเก็บปูน ปล่อยส่วนผสมทั้งหมดที่คลุกเคล้าเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้วไหลลงสู่บล็อกอัดอิฐ ในปริมาณพอดีกับเบ้าหรือบล็อก ใช้เท้าเหยียบระบบไฮดรอลิก เพื่อให้เครื่องทำหน้าที่อัดส่วนผสมดังกล่าวภายในเบ้าจนแน่นออกมาเป็นก้อนอิฐบล็อก ตัวรับอิฐบล็อกจะทำหน้าที่รับอิฐบล็อกส่งให้คนงาน เพื่อนำไปวางตากแดด ตากลมให้เป็นระเบียบ ใช้เวลา 1 วัน อิฐจะแข็งตัวสามารถบรรทุกรถยนต์ไปส่งลูกค้าได้ แหล่งจำหน่ายอิฐบล็อก ถ้ากำลังการผลิตน้อยอาจจำหน่ายในท้องถิ่นละแวกบ้าน แต่ถ้าผลิตได้มากอาจส่งขายได้กว้างขึ้น เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีอนาคตที่สดใสอยู่ ข้อแนะนำ   เครื่องทำอิฐบล็อกมีหลายขนาด หลายราคา ผู้ผลิตจึงควรพิจารณาก่อนว่า ต้องการ ผลผลิตจำนวนเท่าไรใน1 วัน แล้วจึงตัดสินใจซื้อเครื่อง ก่อนอัดน้ำมันจาระบีเป็นบางครั้งบางคราว และคอยตรวจน้ำมันไฮดรอลิกก่อนเดินเครื่องทุกครั้ง ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ  30-40 บาท/30 กรัม รายได้ 90 บาท/30 กรัม อุปกรณ์ ขวดแก้วใสปากกว้างมีฝาปิด (ใช้ขวดกาแฟเปล่าล้างน้ำสะอาดแล้วก็ได้) ตาชั่ง ไซริงค์ฉีดยาพลาสติก (ไม่ต้องมีเข็ม)  ขวดบรรจุพิมเสนน้ำ แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ บริเวณสี่แยกวัดตึก (ถนนจักรวรรดิตัดกับถนนเจริญกรุง) ย่านเสาชิงช้า ย่านเยาวราช และ ย่านสะพานเหล็ก กรุงเทพฯ ส่วนผสมแป้ง  เมนทอล   16   กรัม   พิมเสน       8   กรัม การบูร        4   กรัม   ยูคาลิปตัส   2   ซีซี วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในขวดแก้วปิดฝาแล้วเขย่า  ส่วนผสมจะค่อยๆ ละลายจนเป็นน้ำใส เขย่าไปเรื่อย ๆ จนเข้ากันดี นำไปบรรจุใส่ขวดหรือทำเป็นยาดำสำลี โดยปั้นสำลีใส่ในขวดพอประมาณใช้ไซริงค์ดูดพิมเสนน้ำหยดใส่สำลี  เมื่อบรรจุขวดแล้ว ปิดฉลากชื่อผลิตภัณฑ์ที่ขวดให้เรียบร้อย และนำไปจำหน่าย แหล่งจำหน่ายพิมเสนน้ำ ตั้งแผงขายตามย่านชุมชน ตลาด ป้ายรถเมล์ ท่ารถ-ท่าเรือโดยสาร สถานีขนส่ง งานวัด ฝากขายมินิมาร์ท ร้านขายยา หรือติดต่อขายส่งตามร้านจำหน่ายของชำร่วยงานพิธีต่าง ๆ สถานที่ฝึกอบรม กองส่งเสริมอาชีพ  สำนักพัฒนาชุมชน  กรุงเทพมหานคร โทร.  613-7190-14 ข้อแนะนำ ก่อนนำออกจำหน่าย ควรติดต่อ อย. โดยติดต่อที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  กองยา  โทร. 590-7200  เพื่อขออนุญาตการผลิตยา  เมื่อได้รับใบอนุญาตการผลิตยาแล้ว จึงนำไปขึ้นทะเบียนตำรับยา เพื่อแสดงว่าออกจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพผ่านการรับรองจาก อย. แล้ว สามารถนำไปดัดแปลงเป็นของชำร่วยขายได้  โดยบรรจุในขวดเล็กๆ น่ารักแล้วตกแต่งขวดโดยใช้เส้นไหมสวย ๆ ติดกาวพันรอบขวด หรือตามแต่จะดัดแปลง ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 80 บาทขึ้นไป/1 พวงหรีด ขึ้นอยู่กับขนาดและวัสดุที่ใช้ (กระดาษลูกฟูกมีลายกนก ราคา 14 – 18 บาท/แผ่น ผ้าขนหนูราคา 30 บาทขึ้นไป/ผืน ขึ้นอยู่กับขนาด ริบบิ้น 85 บาท/กิโลกรัม ลูกไม้ 35 บาท/เมตร เลื่อม 500 บาท/กิโลกรัม) รายได้  ขึ้นอยู่กับขนาดและวัสดุที่ใช้ในการทำ โดยปกติจะได้กำไรถึง 50% ของราคาขาย อุปกรณ์  กระดาษลูกฟูกชนิดหน้าเรียบมีลายกนกมุมกระดาษ ผ้าขนหนู ดินสอ นุ่นหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เข็ม ด้าย เข็มหมุด กาว ลูกไม้สีต่างๆ ริบบิ้น เลื่อมสีต่าง ๆ ที่เย็บกระดาษ ลวดเย็บกระดาษ พลาสติกใส แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์   เยาวราช พาหุรัด สำเพ็ง และบางลำภู วิธีทำ   ใช้ดินสอวาดรูปง่าย ๆ ตามต้องการ เช่น รูปสัตว์ต่าง ๆ พัด ดอกไม้ ดาว ฯลฯ ลงไปบนกระดาษลูกฟูก นำผ้าขนหนูมาจัดให้เป็นรูปตามแบบที่วาดไว้ แล้วกลัดด้วยเข็มหมุดตามรอยที่วาด จากนั้นใช้เข็มเย็บให้รอบตามรอยที่กลัดเข็มหมุดไว้ แต่เว้นช่องไว้สำหรับใส่กระดาษหนังสือพิมพ์หรือนุ่น แล้วจึงดึงเข็มหมุดออก นำกระดาษหนังสือพิมพ์หรือนุ่นใส่เข้าไปในช่องที่เว้นไว้เพื่อให้ผ้าขนหนู พองนูนขึ้นเป็นรูปร่างตามแบบ แล้วเย็บปิดให้เรียบร้อย นำลูกไม้สีตามต้องการมาติดรอบผ้าขนหนู โดยใช้ที่เย็บกระดาษเย็บให้รอบ แล้วนำริบบิ้นและเลื่อมสีต่างๆ ติดกาวตกแต่งให้สวยงาม จากนั้นนำมาหุ้มด้วยพลาสติกใส แหล่งจำหน่ายพวงหรีด ร้านจัดดอกไม้  ร้านจำหน่ายพวงหรีด  ร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานพิธีทางศาสนา ข้อแนะนำ นอกจากพวงหรีดผ้าขนหนูแล้ว ยังสามารถดัดแปลงโดยใช้นาฬิกา หมอน ร่ม ฯลฯ มาทำเป็นพวงหรีดได้ เช่น นำนาฬิกามาติดบนกระดาษลูกฟูก ตกแต่งด้วยริบบิ้นและเลื่อม แล้วหุ้มพลาสติกใส หากต้องการเปิดร้านขายพวงหรีดโดยตรง ควรมีฝีมือในการเขียนป้ายชื่อตัวอักษร ซึ่งเขียนได้ 2 ลักษณะ คือ - ใช้พู่กันปากแบนจุ่มสีน้ำสีขาวหรือกาวลาเท็กซ์เขียน แล้วโรยด้วยกากเพชร - ใช้ปากกาเมจิกปากแบนเขียน ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน   ประมาณ 4,000 บาท - ซื้ออุปกรณ์ เช่น เครื่องมือตอกลาย เหล็กดุน และเหล็กตอก ค้อนสลัก กรรไกร สิ่วสลัก สิ่วเจาะ เหล็กเจาะรู (ซื้อครั้งแรก) - วัสดุ เช่น ผืนหนัง สีย้อมหนัง เข็ม หนังเส้น ผ้าซับ น้ำยาขัดเงา และกาวหนัง  รายได้ หนัง 1 ผืน สามารถผลิตกระเป๋าได้ 7 - 8 ใบ ซึ่งจำหน่ายในราคาใบละ 350 - 600 บาท อุปกรณ์ เครื่องมือตอกลาย เหล็กดุนและเหล็กตอก ค้อนสลัก กรรไกร สิ่วสลัก สิ่วเจาะ เหล็กเจาะรู หนัง  สีย้อมหนัง เข็ม หนังเส้น ผ้าซับ น้ำยาขัดเงา กาวหนัง แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์   มีจำหน่ายที่ถนนเสือป่า แถวโรงพยาบาลกลาง กรุงเทพฯ วิธีดำเนินการ ออกแบบรูปทรงกระเป๋าลงในกระดาษตามต้องการ แล้วลอกแบบลงบนแผ่นหนัง ใช้มีดหรือกรรไกรตัดริมหนังให้เท่ากับแบบที่ลอกไว้ ใช้สำลีชุบน้ำลูบบนผิวของหนังให้ทั่ว เพื่อให้หนังอิ่มตัว สะดวกในการดุนหรือสลักลวดลาย ออกแบบลวดลายแล้วลอกลงผืนหนังที่ตัดเป็นรูปทรงกระเป๋า ซึ่งจะเลือกใช้วิธีก๊อบปี้หรือเขียนให้เหมือนแบบก็ได้ สลักหรือดุนลวดลายไปตามลายที่ลอกไว้ ซึ่งลายที่สลักจะสวยงามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับทักษะและความชำนาญ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะถ้าสลักลายไม่สวย จะทำให้การลงสีหรือย้อมสีไม่สวยงาม ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มาก แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือที่ใช้ตอกลาย ซึ่งจะลดความยุ่งยากได้มาก โดยจะต้องออกแบบให้ดีว่าจะมีลายอะไร ตรงไหนบ้าง เพื่อความสวยงาม หลังจากสลักหรือดุนลายเรียบร้อยแล้ว ใช้สำลีชุบสีอ่อนซึ่งเป็นสีพื้นทาบนหนังให้ทั่ว แล้วใช้สีเข้มทับลงไป โดยใช้สำลีแตะเบาๆ บนลวดลาย ระวังอย่าให้สีตกลงไปในร่องลาย เพราะจะทำให้ลายไม่เด่น ดังนั้น ขั้นตอนการลงสีจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ผู้ที่จะทำงานอาชีพนี้ จึงควรเป็นคนช่างสังเกตและทำบ่อย ๆ จะได้เกิดทักษะความชำนาญ ในกรณีที่ใช้เครื่องมือตอกลาย ควรลงสีก่อนตอก หลังจากลงสีเรียบร้อยแล้ว นำไปตากให้สีแห้ง จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำมันขัดเงาทาให้ทั่ว จะทำให้หนังเป็นเงางาม และยังช่วยให้สีและหนังทนทาน เย็บขอบโดยมีหนังชิ้นเล็กกุ้นรอบๆ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องมีจักรใหญ่สำหรับเย็บหนังอีก 1 ตัว หรืออาจใช้วิธีถักด้วยหนังเส้นสำหรับเย็บโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเส้นบางๆ โดยร้อยไปตามรูที่เจาะไว้  แหล่งจำหน่ายกระเป๋าหนัง เปิดร้านขายที่บ้าน หรือนำไปจำหน่ายที่ตลาดนัดจตุจักร หรือจำหน่ายให้ลูกค้านำไปขายปลีกอีกต่อหนึ่งตามห้างสรรพสินค้าก็ได้ ข้อแนะนำ   กรณีกระเป๋าสะพายสำหรับสุภาพสตรี ควรมีผ้าซับอยู่ด้านในของกระเป๋า สถานที่ฝึกอบรม    กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  โทร. 0-2391-5176, 0-2391-1105 ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน    ประมาณ 5,000 - 10,000 บาท รายได้    ประมาณ 8,000 - 15,000 บาท/เดือน อุปกรณ์    ไม้ไผ่  มีดขนาดต่าง ๆ  เช่น มีดสำหรับผ่า มีดจักตอก ฯลฯ  สว่านแบบมือหมุน  เลื่อย  ปากคีบ  แบบหุ่น แหล่งจำหน่ายอุปกรณ์    จังหวัดลำพูน เชียงใหม่ ชัยนาท จันทบุรี กาญจนบุรี วิธีดำเนินการ  หาแหล่งที่จะซื้อไม้ไผ่ที่แปรรูปแล้ว และยังไม่แปรรูป ควรได้ศึกษาถึงชนิดการใช้งานของไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ เนื่องจากไม้ไผ่แต่ละชนิดมีคุณลักษณะแตกต่างกัน เช่น ไผ่สีสุก มีเนื้อหนาเหนียวทนทาน จึงเหมาะที่จะนำไปทำเครื่องจักสานประเภท เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือประมง - ไผ่นวล มีเนื้ออ่อนค่อนข้างเหนียว เหมาะที่จะนำไปทำเครื่องจักสานชนิดที่ต้องการความละเอียด เนื่องจากสามารถจักตอกให้เป็นเส้นเล็กบางได้ - ไผ่รวกดำ ลำต้นแข็งแรงทนทานใช้ทำโครงร่ม โครงพัดสานเข่ง - ไผ่ข้าวหลาม เป็นไผ่เนื้อค่อนข้างบางใช้ทำกระบอกข้าวหลาม เครื่องจักสาน - ไผ่เฮี๊ยะ เป็นไม้ไผ่ขนาดกลางใช้ทำเครื่องจักสาน โครงสร้างอาคาร เตรียมไม้ไผ่เพื่อนำมาจักสาน ควรเป็นไผ่ที่มีอายุ 2-4 ปี ซึ่งเนื้อไม้จะมีความเหนียวกำลังดี ไม่แก่หรืออ่อนเกินไปและต้องเลือกดูไม้ที่ไม่มีแมลงแต่อย่างไรก็ดีควรจะต้มหรือผ่านกรรมวิธีป้องกันเชื้อราและมอดเสียก่อน (ไม้ไผ่ที่นิยมนำมาใช้ในการจักสานได้แก่ ไผ่เลี้ยง ไผ่สีสุกไผ่เฮี๊ยะ ไผ่ลำมะลอก ไผ่รวก เป็นต้น) จากนั้นจึงนำไปตัด ซึ่งต้องตัดให้มีความยาวตามขนาดผลิตภัณฑ์ที่จะสาน แล้วนำไปริดข้อ ซึ่งต้องระวังอย่าริดให้ลึกจนเกิดรอยแผลที่ผิวไม้ไผ่ และขั้นตอนสุดท้าย คือ ขูดผิวไม้ไผ่ เพื่อการย้อม/ทาสี หลังจากขูดแล้ว ใช้กระดาษทรายเบอร์ 0 ขัดให้เรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง การย้อมและการทาสีไม้ไผ่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เครื่องจักสานดูสวยงามน่าใช้ ซึ่งก่อนที่จะทำการย้อมสี จะต้องเอาน้ำมันออกจากเนื้อไม้เสียก่อน โดยการต้มไม้ไผ่ในน้ำโซดาไฟ หรือโซเดียมคาร์บอเนต ขนาด 0.2% นานประมาณ 3-4 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด และอบให้แห้งสนิท จากนั้นนำไม้ไผ่ ลงต้มกับสีที่ละลายน้ำแล้ว ประมาณ 20-60 นาที อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส ซึ่งขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก ดังนั้นจึงนิยมใช้วิธีทาสีด้วยสีน้ำมันแลคเกอร์หรือน้ำมันวานิชแทน ติดต่อหาตลาดจำหน่ายซึ่งโดยปกติจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน หรือบางครั้งจะรับสั่งทำตามที่ลูกค้าต้องการ หรืออาจจะนำไปขายเองก็ได้ ปรับปรุงและพัฒนารูปแบบของเครื่องจักสานให้ทันสมัย เป็นที่ถูกตาต้องใจของลูกค้าทุกวัย เพราะบางครั้งลูกค้าซึ่งมีความเข้าใจว่าเครื่องจักสานเป็นสินค้าที่เหมาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น สถานที่ฝึกอบรม  สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 0-2245-2655,0-2245-4741  ในส่วนภูมิภาคที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม 11 ศูนย์ ประกอบด้วย เชียงใหม่ พิษณุโลก พิจิตร อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชลบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา อุตสาหกรรมจังหวัด (ส่วนส่งเสริมอุตสาหกรรม) ทุกจังหวัด ข้อแนะนำ     การย้อมสีให้ติดดีนั้น ให้ขูดผิวไม้ไผ่อย่างแผ่ว ๆ ด้วยมีดเสียก่อน และถ้าจะให้สีเด่นให้นำไม้ไผ่ลงแช่ในกรดแทนนิคแอซิค ชนิด 4-6 เป็นเวลา 3 ชั่วโมงหรือแช่ในน้ำยาทาอีเมติค ชนิด 1-2 เป็นเวลา 30 นาที  ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน ประมาณ 20,000 บาท (รวมค่าเช่าแผง) รายได้ ประมาณ 1,000 - 2,000 บาท/วัน วิธีดำเนินการ  หาทำเลในการขาย เช่น ตลาดนัดส่วนราชการต่างๆ บริษัท หรือลานจอดรถห้างสรรพสินค้า ติดตามดูแฟชั่นในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อให้ทราบถึงความนิยมทั้งแบบและสี ไปเลือกดูซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปแถวประตูน้ำ/ตลาดโบ๊เบ๊/ไปเหมาซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อดังๆจากโรงงาน โดยอาจจะเป็นเสื้อผ้าที่มีตำหนิเล็กน้อย หรือเสื้อผ้าที่ผลิตต่ำกว่ามาตรฐาน หรือผลิตเกินจำนวนที่มีการสั่งผลิต หรือเป็นสินค้าที่สีผิดรูปแบบ หรือเป็นสินค้าที่ทางห้างสรรพสินค้านำมาเลหลังเพื่อล้างสต๊อก นำสินค้าที่ได้มาแล้ว มาตั้งราคาขายให้ต่ำกว่าราคาขายทั่วไป โดยตั้งราคาลดหลั่นลงมาตามคุณภาพของสินค้า(ต้องรู้ราคาปกติที่ขายในห้างฯหรือราคาทั่วๆไปเป็นอย่างดี) ซึ่งจะเป็นจุดขายที่จะโฆษณาให้ลูกค้าแน่ใจว่าสินค้ามีราคาถูกกว่าในท้องตลาด ทั้งนี้ควรดูทำเลที่จะนำสินค้าไปจำหน่ายเป็นส่วนประกอบด้วย แหล่งจำหน่ายเสื้อผ้า    ประตูน้ำ ตลาดโบ๊เบ๊ โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ายี่ห้อดังๆ ข้อเสนอแนะ อาจนำสินค้าประเภทเครื่องประดับ เช่น เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู ที่เข้าชุดและเหมาะกับเสื้อผ้ามาจำหน่ายร่วมด้วย ที่มา : กองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด

  ๐ หมวดสิ่งประดิษฐ์

เงินทุน 500 – 1,000 บาท   รายได้ 150 – 200 บาท / วัน   วัสดุอุปกรณ์ กระดาษแก้ว กระป๋องน้ำอัดลม กระป๋องเบียร์ กรรไกรตัดกระป๋อง คีมปากแหลม ดินสอ เทปใส แบบตัวแมลง พู่กันขนาดใหญ่ แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ห้างสรรพสินค้า ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ วิธีการทำ ลอกลายลงบนกระดาษแล้วตัดออกมาเป็นรูปแมลง นำไปปิดลงบนแผ่นกระป๋องที่ตัดเตรียมไว้ จัดให้ส่วนลำตัวให้ตรงกับบาร์โค๊ด เพื่อให้เป็นลายที่ลำตัวแมลง ติดด้วยเทปใสกันไม่ให้เลื่อนใช้กรรไกรตัดออก นำแมลงที่ตัดได้วางทาบลงบนปลายพู่กันด้านแหลมแล้วใช้นิ้วดัดให้โค้งลงปลายหางจะต้องเรียวเล็กกว่าส่วนหัว ดัดปีกขึ้นมาเหนือกว่าลำตัว ใช้คีมปากแหลมดัดหนวดให้โค้งเป็นเกลียว เก็บปลายหนวดให้เรียบร้อย แหล่งจำหน่าย ตลาด / แหล่งชุมชน ตลาดนัดสวนจตุจักร ตลาดนัดสนามหลวง 2 สถานที่ให้คำปรึกษา โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร   ข้อแนะนำ แมลงลายสวยๆ จากกระป๋องน้ำอัดลมหรือกระป๋องเบียร์งานสร้างสรรค์ ไอเดียแปลกๆ ทำขายเป็นรายได้เสริมดัดแปลงทำเป็นโมเดลหรือแบบจำลองอื่นๆ  ควรระวังขอบกระป๋องหรือแผ่นโลหะที่ตัดมีคมจะบาดนิ้วมือ ที่มา : www.archeep.com PDF ดาวน์โหลด เงินทุน 4,000 – 6,000 บาท   รายได้ 300 – 500 บาท / วัน   วัสดุอุปกรณ์ ผ้าครอสติช หรือ ผ้าตาราง ไหมปัก เข็ม กรรไกร สะดึง ดินสอเขียนผ้า แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ห้างสรรพสินค้า สำเพ็ง ตลาดนัดสวนจตุจักร วิธีการทำ เช็คจุดกึ่งกลางผ้าและจุดกึ่งกลางลายให้ตรงกัน เริ่มต้นปักโดยสอดไหมเก็บปลายไว้ทางด้านหลังของผืนลาย  ไม่ต้องมัดปม สอดเข็มผ่านขึ้นไปด้านหน้าของผ้าเพื่อเริ่มต้นการปัก ปักตามแบบในผังลาย ปักไขว้ไปทางเดียวกัน ปักเสร็จแล้วส่วนปลายไหมปักให้สอดเก็บไว้ทางด้านหลังเหลือปลายไหมไว้ประมาณ  1  เซนติเมตร ปักเสร็จแล้วนำไปแช่น้ำยาซักแห้งทิ้งไว้ประมาณ 15 - 30  นาที  ใช้มือลูบเบา ๆ ซักด้วยน้ำสะอาดอีก  2 - 3  ครั้ง  ผึ่งให้แห้งโดยไม่ต้องบิดและอย่าตากแดดจัดเกินไป รีดทางด้านหลังใช้ผ้าปิดทับอีกชั้นหนึ่งก่อน  ใช้น้ำยาอัดกลีบฉีดพรมก่อนรีดให้ผ้าแข็ง เข้ากรอบจะดูสวยและเข้ากรอบได้ง่าย การเตรียมผ้า ตัดผ้าตามขนาดที่ต้องการเผื่อขอบด้านข้างไว้ใส่กรอบด้านละประมาณ 2 นิ้ว ถ้าปักลวดลายที่มีขนาดใหญ่ใช้เวลาปักนานต้องเก็บริมผ้าด้วยการเย็บกันลุ่ยไว้ก่อน                 หาจุดกึ่งกลางผ้าโดยการพับแบ่งครึ่งด้านซ้าย - ขวาและบน - ล่าง เมื่อได้จุดกึ่งกลางผ้าแล้วใช้ดินสอจุดเป็นจุดเล็กๆ การหาจุดกึ่งกลางผ้ามีความสำคัญมากถ้าหากทำผิดแล้วแบบที่ได้อาจจะไม่อยู่กึ่งกลางผ้า หรือบางส่วนของแบบหลุดหายไปทางด้านใดด้านหนึ่งของผ้าก็ได้ ลายที่ปักซับซ้อนมากก็ต้องเนาผ้าให้เป็นตารางเล็กๆ โดยให้ 1 ช่องตารางมีความกว้าง-ยาวข้างละ 10 ช่องผ้า เนาให้ได้ตำแหน่งช่องที่ตรงกับเส้นหนาในผังลายจะได้ไม่สับสนเวลาปัก ได้จุดกึ่งกลางผ้าแล้วให้ดูในผังลายเพื่อหาจุดกึ่งกลางของลายที่จะปักส่วนใหญ่มีลูกศรไว้ให้ แหล่งจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดจตุจักร ตลาด / แหล่งชุมชน สถานที่ให้คำปรึกษา โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ข้อแนะนำ ปักเฉียงไปทางเดียวกันตลอดเลือกตามความถนัดของตัวเองจะเอียงซ้ายก็ซ้ายตลอด  ขวาก็ขวาตลอด ห้ามมัดปมไหมไว้ด้านหลัง จะทำให้ภาพไม่เรียบมีตะปุ่มตะป่ำตามรอยปมไหม  การเริ่มต้นไหมเส้นใหม่หรือเก็บปลายไหมให้สอดเก็บไว้ด้านหลัง โดยเหลือปลายไว้ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ไม่ควรตัดไหมยาวเกิน 18 - 20 นิ้ว เพราะไหมส่วนปลายมักจะเยิน ไม่สวยและในระหว่างปักถ้าไหมมีหลายเส้น เส้นจะไม่เรียบต้องเสียเวลารูดไหมให้เรียบเสมอกันอยู่บ่อยๆ   ลายที่ปักซับซ้อนมากใช้เข็มหลายๆ เล่มปักไปพร้อมๆ กัน เข็มและไหมปักที่ยังไม่ได้ใช้ไม่ควรเก็บไว้ทางด้านหลังของลายปัก เพราะอาจจะทำให้ไหมปักพันกันกับไหมที่เราพักไว้ การปักใช้ไหมมากกว่า 1 เส้น ต้องดึงไหมออกมาเป็นเส้นเล็กทีละ 1 เส้น จนครบจำนวนที่จะต้องใช้ก่อนนำมารวมกันเพื่อสอดเข้าก้นเข็ม ถ้าดึงพร้อมกันหลายๆ เส้นไหมจะพันกันยุ่งไปหมดปักงานจะไม่เรียบร้อย โยงไหมจากที่หนึ่งไปปักต่ออีกที่หนึ่งไม่ควรโยงยาวเกินไป และไม่ควรโยงเข้าไปในบริเวณที่ไม่ได้ปัก โดยเฉพาะไหมปักสีเข้มอาจจะทำให้มองเห็นเส้นสายทะลุออกมาด้านหน้า       การปักเดินเส้นจะทำเมื่อปักไขว้ในบริเวณนั้นเสร็จแล้วเท่านั้น ไม่มีการเดินเส้นไว้ก่อนค่อยมาปักไขว้ จะทำให้เส้นที่เดินไว้ไม่เรียบและดูไม่สวย ที่มา : www.archeep.com PDF ดาวน์โหลด เงินทุน 500 – 1,000 บาท รายได้                     100 – 200 บาท / วัน วัสดุอุปกรณ์ คีมสำหรับเจาะรูหรือตุ๊ดตู่ ดินสอ กระดาษลอกลาย กรรไกร เข็มชุนขนาดใหญ่ กระดาษขาว กระดาษย่น กระดาษแข็ง เชือกมะนิลาเส้นเล็ก เชือกป่านหรือเชือกที่ดูเป็นธรรมชาติ แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดสวนจตุจักร สำเพ็ง วิธีทำ ใช้กระดาษลอกลวดลายที่ต้องการลงในกระดาษขาวตัดกระดาษขาวออกแล้วใช้ที่เจาะรูให้เป็นลวดลายที่ต้องการเพื่อความสวยงานควรเจาะรูเล็กๆ นำกระดาษขาวที่ตัดไว้วางทาบลงบนกระดาษย่นด้านเรียบใช้ดินสอวาดร่างแบบลงบนกระดาษย่น วาดทุกอย่างรวมทั้งรูที่จะเจาะ ระวังอย่าให้กระดาษขาวเคลื่อน ตัดกระดาษย่นออกตามรอยที่วาดไว้ใช้ที่เจาะรู เจาะรูออกตามแบบ นำเชือกที่เตรียมไว้มาร้อยตามรูที่เจาะไว้ ปลายเชือกทั้งสองข้างขมวดปมไว้ด้านหลัง เสร็จแล้วนำมาติดลงบนกระดาษแข็งรูปสี่เหลี่ยมที่ตัดไว้แล้วเจาะรูเล็กๆตรงกลางด้านบนของกระดาษแข็ง ร้อยเชือกเข้าที่รูเล็กๆที่เจาะไว้ แหล่งจำหน่าย ร้านกิ๊ฟช้อป ตลาด / แหล่งชุมชน สถานที่ให้คำปรึกษา โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร   ข้อแนะนำ ง่ายและดูแปลกตาได้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ อาจเปลี่ยนไปใช้กระดาษแบบอื่น เช่น ใช้กระดาษเงิน ทอง มาเป็นวัสดุหลัก หรือนำวัสดุธรรมชาติอื่นๆ เป็นวัสดุตกแต่งในรายละเอียดเล็กๆน้อยสไตร์เก๋ไก๋สร้างรายได้     ที่มา : www.archeep.com PDF ดาวน์โหลด

  ๐ หมวดการให้บริการ

เงินลงทุน   56,000 บาท  (ไม่รวมค่าสถานที่และเงินทุนใช้จ่ายประจำวัน      ซึ่งได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟประมาณ 6 บาท/ครั้ง) รายได้   12,600 บาท/เดือน (ขึ้นอยู่กับสถานที่กับจำนวนผู้มาใช้บริการ) เฉลี่ยซัก 6 ครั้ง/เครื่อง/วัน แรงงาน    1  คน วัสดุ/อุปกรณ์   เครื่องซักผ้าขนาด 6.5 กิโลกรัม ราคาไม่เกิน 12,000 บาท/เครื่อง (แล้วแต่ยี่ห้อ)   2  เครื่อง เครื่องซักผ้าขนาด 10.5 กิโลกรัม ราคาไม่เกิน 20,000 บาท/เครื่อง (แล้วแต่ยี่ห้อ) 1  เครื่อง กล่องหยอดเหรียญพร้อมค่าติดตั้ง  4,000 บาท / 1 ชุด   จำนวน  3 ชุด แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ซื้อมาประกอบเอง โดยซื้อเครื่องซักผ้าได้ตามร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปหรือตามห้างสรรพสินค้า ส่วนกล่องหยอดเหรียญสามารถซื้อได้จากย่านบ้านหม้อ กรุงเทพฯ แล้วนำมาติดตั้งเอง  แต่ต้องมีความรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ซื้อจากตัวแทนจำหน่ายทั่วไป ซึ่งทางบริษัทอาจจำหน่ายเครื่องซักผ้าพร้อมติดกล่องหยอดเหรียญมาให้ หรืออาจนำเครื่องซักผ้ามาติดตั้งกล่องหยอดเหรียญที่บริษัทก็ได้ วิธีดำเนินการ  นำเครื่องซักผ้าติดตั้งกับก๊อกน้ำและต่อท่อน้ำทิ้งให้เรียบร้อย  ตั้งเครื่องบนพื้นที่เรียบเสมอ บางครั้งอาจต้องวัดระดับน้ำเพื่อป้องกันเครื่องซักผ้าไม่หมุน ติดตั้งสายดินเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วหรือลัดวงจร วิธีการซักให้ลูกค้านำผ้าใส่เครื่อง ใส่ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ซึ่งลูกค้านำมาเองแล้วหยอดเหรียญลงในช่องหยอดเหรียญ(ใช้เหรียญ 10 บาท หรือเหรียญ 5 บาทแล้วแต่จะตั้ง)หลังหยอดเหรียญตามจำนวนแล้วเครื่องจะทำงานเองโดยอัตโนมัติทุกขั้นตอน โดยใช้เวลาในการซักประมาณ 50 นาที อัตราค่าซักผ้า เครื่องขนาด 6.5 กิโลกรัม ราคาซักประมาณ 20 บาท/ครั้ง (เสื้อผ้าทั่วไป) และเครื่องขนาด 10.5 กิโลกรัม ราคาซักประมาณ 30 บาท/ครั้ง (ซักผ้าห่ม ผ้านวมได้) ทำเลประกอบธุรกิจ  หากเป็นบ้านตัวเองให้เปิดบริการหน้าบ้านเป็นที่ให้บริการแต่ต้องอยู่ในย่านชุมชน วิธีนี้จะประหยัดค่าเช่าสถานที่ได้มาก และหากจำเป็นต้องเช่าสถานที่ให้บริการ ควรหาทำเลที่ตั้งที่อยู่ในย่านชุมชน เช่น อพาร์ทเม้นท์ คอนโด หอพักนักเรียน/นักศึกษา/พนักงาน โดยทำสัญญาเช่าเป็นรายเดือน หรือแบ่งตามเปอร์เซ็นต์ของรายได้ ข้อแนะนำ การเปิดบริการครั้งแรกควรติดตั้งซักผ้าเพียง 3 เครื่องก่อน (เพื่อดูปริมาณของผู้ใช้บริการ) โดยติดตั้งเครื่องเล็ก 2 เครื่อง เครื่องใหญ่ 1 เครื่อง เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการได้ซักทั้งเสื้อผ้าและผ้าห่ม ควรเป็นเครื่องชนิดฝาบน เนื่องจากราคาถูกและสะดวกใช้กว่าฝาหน้ามาก ครั้งแรกของการเปิดให้บริการควรมีส่วนลดหรือของแถม เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพื่อเป็นการดึงลูกค้าอีกทางหนึ่ง ส่วนผงซักฟอกลูกค้านำมาเอง กล่องหยอดเหรียญ ควรล็อคกุญแจให้แน่นหนาเพื่อป้องกันการโจรกรรม ติดป้ายเชิญชวนพร้อมบอกอัตราค่าบริการให้ชัดเจน หมั่นดูแลอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมให้บริการตลอดเวลา ที่มา  กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  PDF ดาวน์โหลด อาชีพผู้ฝึกสอนกีฬา, โค้ชกีฬา    ผู้ประกอบอาชีพนี้จะต้องปฏิบัติงานทั้งในกลางแจ้งและในที่ร่ม ขึ้นอยู่กับประเภท ของกีฬาและหลักการฝึกซ้อม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาชี้แนะแนวทางเพื่อพัฒนา ขีดความสามารถของนักกีฬา ผู้ฝึกสอนต้องใช้กลยุทธ์ทั้งทางศาสตร์และศิลป์ เพื่อที่จะช่วยให้นักกีฬามีพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยต้องศึกษา ค้นคว้า และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและทักษะของนักกีฬา ตลอดจนวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ให้แก่นักกีฬาระหว่างการแข่งขัน สอนเทคนิค และกติกาในการเล่นกีฬาให้แก่ผู้เริ่มต้นเล่นกีฬาในแต่ละประเภท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดได้ตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่มา กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน PDF ดาวน์โหลด อาชีพช่างหัตถกรรมทอย้อม    ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกเส้นใยผ้า เลือกประเภทของสีและวิธีการทอ ทำการทอ ย้อมผ้าให้ได้สีที่ต้องการ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดได้ตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่มา กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน   PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน               ประมาณ 7,000 บาท รายได้                    ประมาณ 300–350 บาท/วัน อุปกรณ์         ตะกร้าพลาสติก 1 ใบ         เต็นท์บังแดด 2 ผืน  พลาสติกใสหนา 4 แผ่น ตัวหนีบ 10 ตัว                   มอเตอร์ 1 ตัว   กระดาษทรายละเอียด 1 โหล ดินขัดมันพลาสติก 1 ก้อน     สายไฟ 1 ม้วน    แปรงปัดฝุ่น  พู่กัน  โต๊ะ – เก้าอี้   แอลกอฮอล์  ไฟแช็คแก๊ส น้ำยาเชื่อมพลาสติก  เลื่อยฉลุ  คัตเตอร์  ตะไบเล็ก  ตะไบใหญ่ วิธีดำเนินการ           การทำที่คล้องห่วง วางพระเครื่องลงบนไม้อัดแล้วใช้ดินสอเขียนรอบ ๆ ขอบพระ ใช้สว่านเจาะเพื่อให้ใส่ใบเลื่อยฉลุได้ ใช้เลื่อยฉลุไม้อัด โดยให้เป็นช่องขนาดใหญ่กว่าองค์พระเล็กน้อย เมื่ออัดกรอบพระเสร็จแล้ว นำมาใส่ลงในเบ้านี้ เพื่อใช้สว่านเจาะรูพลาสติกเพื่อนำห่วงที่คล้องมาใส่ ขั้นตอนการอัดกรอบ ตัดพลาสติกบาง 2  อันเพื่อประกบเป็นเบ้า โดยเหลือที่ไว้สำหรับหนีบด้วย นำพลาสติกไปลนไฟ บนตะเกียงแอลกอฮอล์เพื่อให้อ่อนตัว แล้วนำไปหุ้มองค์พระในขณะที่ยังร้อน ขณะเดียวกันใช้ปากเป่าลมเล็กน้อยเพื่อให้พลาสติกแข็งตัวได้รูปทรงเร็วขึ้น เมื่อหุ้มสองชั้นแล้วเอาตัวหนีบติดไว้โดยรอบแล้วประกบโดยใส่น้ำยาเข้าไปตรงกลางทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 15 นาที การตบแต่ง ตัดขอบพลาสติกที่เหลือออก เพื่อให้พลาสติกมีขนาดพอดีกับองค์พระ โดยตัดให้เหลือไว้สำหรับเจาะรูทำที่คล้องด้วย นำไปกรอกับหินขัดซึ่งติดอยู่กับมอเตอร์จนกระทั่งขอบมนไม่คมและพอดีกับองค์พระ นำไปขัดโดยใส่ยาขัดลงบนแปรงขัดที่ติดอยู่อีกด้านหนึ่งของมอเตอร์เพื่อให้เรียบและลื่น จะได้ไม่คมหรือเป็นเหลี่ยม ข้อแนะนำ              ควรเรียนรู้และฝึกฝนให้มีความชำนาญพอสมควร เพื่อบริการให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า ต้องเป็นผู้มีอัธยาศัยดี เพื่อให้ประทับใจลูกค้า ที่มา กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน  PDF ดาวน์โหลด ช่างไฟฟ้าทั่วไป    เดินและซ่อมสายไฟฟ้า ติดตั้งและซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า ขนาดเล็กในบ้านเรือน สถานประกอบการ หรือโรงงาน กำหนดตำแหน่งและ รายการติดตั้ง เช่น แผงจ่ายไฟฟ้า มิเตอร์ และจุดจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่าง และกำลัง ตัด ดัด ทำเกลียวและติดตั้งท่อร้อยสายไฟ ร้อยสายไฟผ่านท่อหรือ วางสายเคเบิ้ลหุ้มฉนวน ต่อสายไฟเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างและ กำลัง ทดสอบหาสิ่งที่ชำรุดเสียหายแล้วทำการปรับและซ่อม อาจชำนาญ ในการเดินสายไฟฟ้าแรงสูงหรือต่ำ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดได้ตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่มา กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน   PDF ดาวน์โหลด ช่างฟอกหนังสัตว์    ผู้ประกอบอาชีพนี้มีหน้าที่ในการเตรียมหนัง ฟอกหนัง ตกแต่งหนัง ฟอกทับ ย้อมสี และใส่น้ำมันตามกระบวนการผลิตเพื่อผลิตและแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตลาดต่อไป สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดได้ตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่มา กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน   PDF ดาวน์โหลด ช่างตัดเสื้อผ้าสำเร็จรูป    มีหน้าที่ตัดเย็บเสื้อคลุม เสื้อชุด กระโปรง หรือเสื้อผ้าที่คล้ายคลึงกันด้วยมือหรือ จักรตามแบบสำเร็จ (Pattern) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดได้ตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่มา กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน   PDF ดาวน์โหลด ช่างจัดสวน    มีหน้าที่จัดระบบงานและควบคุมดูแลการตกแต่งพื้นที่สาธารณะหรือของ ส่วนบุคคลให้สวยงามตามการวางผัง สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดได้ตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่มา กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน   PDF ดาวน์โหลด เงินลงทุน รถยนต์ส่วนตัว ประมาณ 150,000 – 300,000 บาท รถเช่าขับ ประมาณ 5,000 บาท รายได้ 1,000 – 2,000 บาท/วัน (ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้บริการ) กำไรสุทธิ ประมาณ 200 – 1,000 บาท/วัน อุปกรณ์/ค่าใช้จ่าย รถยนต์ (มือสอง ราคาประมาณ 150,000 – 250,000 บาท) ผ่อนส่งประมาณ 500 บาท/วัน รถเช่าขับ (ค่าประกัน 3,000 – 5,000 บาท ค่าเช่าวันละ 500 – 700 บาท) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ (ปีละ 105 บาท) ค่าแก๊ส/น้ำมันประมาณ 200 – 400 บาท/วัน แหล่งจำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์ ตามเต้นท์จำหน่ายรถยนต์มือสองทั่วไป วิธีดำเนินการ ศึกษาเส้นทางต่างๆโดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการใช้รถยนต์ กฏระเบียบการจราจรและมารยาทการขับขี่รถยนต์สาธารณะรับจ้าง เตรียมเอกสารและทดสอบขอรับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สาธารณะ(ผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป และมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลมาก่อนแล้ว) หาซื้อรถยนต์ (TAXI)ซึ่งในระยะแรก หากยังไม่มีเงินลงทุนมากพอ ควรหารถแบบเช่าขับไปก่อน ในระหว่างขับรถพยายามสำรวจติดต่อหาวิน(รับ - ส่งผู้โดยสาร)ตามแหล่งที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล อพาร์ทเม้นต์ คอนโดมิเนียมใหญ่ๆ เนื่องจากแหล่งดังกล่าวถ้าไม่มีวินจะเข้าไปรับผู้โดยสารไม่ได้ ถ้ามีวินแล้วในช่วงเวลาที่ไม่มีผู้โดยสารจะได้ไม่ต้องขับรถออกตะเวน เพื่อเป็นการประหยัดค่าเชื้อเพลิง ข้อแนะนำ ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ควรหมั่นศึกษาหาความรู้ในด้านเครื่องยนต์ ระบบไฟรถยนต์ไว้บ้างเพื่อจะได้นำมาใช้หากประสบปัญหารถยนต์ขัดข้องในขณะประกอบอาชีพ ควรหมั่นศึกษาเส้นทางใหม่ๆ โดยเฉพาะทางลัดเพื่อเป็นการช่วยร่นระยะทาง ทำให้มีเวลาในการหารายได้ในแต่ละวันได้เพิ่มมากขึ้น ต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบจราจร และมีมารยาทในการขับรถยนต์สาธารณะรับจ้าง ด้วยจรรยาของผู้ให้บริการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้โดยสารพึงพอใจในบริการที่ได้ ที่มา  กองส่งเสริมการมีงานทํา กรมการจัดหางาน   PDF ดาวน์โหลด